‘เท้ง’ ชง 5 ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่รัฐบาลอนุทินต้องทวง ‘มิน อ่อง หล่าย’ เพื่อแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน

4 ส.ค. 2569 - 13:44

  • เท้ง-ณัฐพงษ์ เรียกร้องรัฐบาลใช้วงหารือไทย-เมียนมา เป็นจุดเปลี่ยนแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำข้ามพรมแดน

  • เสนอ 5 ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่รัฐบาลไทยควรทวงถามเมียนมา

  • ชี้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนเรื้อรังเข้าสู่ปีที่ 2 เรียกร้องยกระดับความร่วมมือสู่เวทีอาเซียนและลุ่มน้ำโขง

‘เท้ง’ ชง 5 ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่รัฐบาลอนุทินต้องทวง ‘มิน อ่อง หล่าย’ เพื่อแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน

เท้ง-ณัฐพงษ์ เรียกร้องรัฐบาลใช้วงหารือไทย-เมียนมา เป็นจุดเปลี่ยนแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำข้ามพรมแดน พร้อมเสนอ 5 ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่ประชาชนควรได้รับ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดพบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ในช่วงวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องใช้เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง

พร้อมระบุพื้นที่ต้นน้ำในเมียนมาถูกระบุว่าเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำของไทย

Arsenic-in-Kok-River-Transboundary-pollution-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

แม้การพบกันครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่มีความสำคัญในฐานะหมุดหมายของการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนที่นับถึงวันนี้เรื้อรังเข้าสู่ปีที่ 2 ซึ่งผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 5 ข้อที่เราควรคาดหวังจากการหารือของ 2 ผู้นำ

หนึ่ง การรับทราบข้อมูลมลพิษในแหล่งน้ำระหว่างประเทศทุกสายร่วมกัน โดยทางการเมียนมาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ปัญหาและสาเหตุของปัญหามลพิษดังกล่าวอย่างชัดเจน

สอง การยกระดับกลไกการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์มลพิษร่วมกันอย่างโปร่งใส รวมถึงกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาคณะทำงานระหว่างไทยกับเมียนมายังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด เพราะขาดกลไกในการเก็บข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

สาม การกำหนดขอบเขตพิกัดของพื้นที่การทำเหมืองแร่ ที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดมลพิษทางน้ำของแม่น้ำทุกแหล่ง เพื่อวางแผนในการดำเนินการควบคุมกำกับการทำเหมืองแร่ และปรับปรุงให้คุณภาพของแหล่งน้ำดีขึ้น ตามกลไกในข้อ 2 

สี่ ฝ่ายไทยควรแจ้งมาตรการตามกฎหมายแร่ และมาตรการทางศุลกากร ที่จะนำมาใช้ในการควบคุมและจำกัดการนำเข้าแร่จากทางเมียนมา หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษจากพื้นที่ตามข้อ 3 อย่างจริงจัง

ห้า การตกลงร่วมกันในการยกระดับการแก้ไขปัญหาเรื่องมลพิษทางน้ำข้ามแดน ในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในระดับอาเซียน และในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และกลไกคณะกรรมการล้านช้างแม่โขง

myanmar-min-aung-hlaing-to-visit-thailand-in-august-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

คนไทยคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

การหารือระหว่างผู้นำไทยและเมียนมาในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพบปะทางการทูตแล้ว ยังเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลไทยจะสามารถยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจาก “ความกังวลของประชาชน” ไปสู่ “วาระการเจรจาระหว่างประเทศ” ได้หรือไม่ เพราะหากการพูดคุยครั้งนี้ยังไม่ก่อให้เกิดกลไกตรวจสอบร่วม ความโปร่งใสของข้อมูล และมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญอาจยังคงเป็นภาระที่ประชาชนปลายน้ำต้องเผชิญต่อไป

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์