บทความเรื่อง Bangkok: The sinking city faces severe climate challenges (กรุงเทพฯ: เมืองที่กำลังทรุดตัวเผชิญความท้าทายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ) ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ PreventionWeb ที่ดูแลโดยสำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (UNDRR) เมื่อปี 2019 ระบุว่า กรุงเทพฯ เสี่ยงเผชิญอุทกภัยร้ายแรงและอาจจมบาดาลในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า
บทความนี้ระบุว่า หลายคนอาจจะตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่สำหรับกรุงเทพฯ ผลกระทบเกิดขึ้นจริงๆ แล้วและไม่อาจปฏิเสธได้เลย
ฤดูฝนเคยเป็นสิ่งที่คาดเดาได้เหมือนกับผลผลิตข้าวที่อุดมสมบูรณ์ โดยจะโปรยปรายลงมายังทุ่งนาของไทยอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม จากนั้นสภาพอากาศก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและแห้งแล้งเป็นเวลา 6 เดือน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนมีความแปรปรวนและคาดการณ์ได้ยาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม ทำลายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และคุกคามความเป็นอยู่ของผู้คนนับล้าน
อุณหภูมิที่กำลังสูงขึ้นและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว บวกกับการทรุดตัวของแผ่นดินอย่างรุนแรง ทำให้กรุงเทพฯ ถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในฐานะเมืองที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อต้นทศวรรษนี้ (ทศวรรษ 2010) กรุงเทพฯ ได้เปิดตัวแผนต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาทางนิเวศวิทยาและร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศ อาทิ โครงการ 100 เมืองที่มีความยืดหยุ่น (100 Resilient Cities) ซึ่งก่อตั้งและได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) โดยมีบทบาทช่วยให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายอันหลากหลายทั้งด้านนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21

เมืองที่กำลังจม
กรุงเทพฯ อาจดูเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ไม่น่าจะถูกกล่าวถึงในรายชื่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะสื่อมักให้ความสนใจกับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและคลื่นลมแรงต่อผู้อยู่อาศัยตามชายฝั่ง หรือต่อเกาะที่อยู่ต่ำซึ่งเปราะบางมากกว่า
แต่ในประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกลับเกิดขึ้นบนแผ่นดิน ตามแนวแม่น้ำและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยา และกรุงเทพฯ ก็มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากเมืองแห่งคลองแห่งนี้ ซึ่งได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งเอเชีย” ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากยึดตามเกณฑ์บางเกณฑ์ ถือว่ากรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลแล้ว และอยู่ในกลุ่มเมืองที่จมเร็วที่สุดของโลก
กรุงเทพฯ ทรุดลงปีละประมาณ 2 เซนติเมตร ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาก็เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเหตุการณ์ที่วิกฤตที่สุดเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อฝนที่ตกหนักทำให้น้ำในลำน้ำทางภาคเหนือเพิ่มระดับสูงขึ้นจนล้นคันกั้นน้ำและไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ นานหลายเดือน
อุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลกระทบต่อประชาชนถึง 13 ล้านคน นอกจากนี้ ดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index) ประจำปี 2017 ยังจัดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากที่สุด
ความอยู่รอดของกรุงเทพฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่อุณหภูมิยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า พื้นที่ 40% ของกรุงเทพฯ อาจเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังเร็วที่สุดภายในปี 2030 อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
กรณีศึกษาหนึ่งจากรายงานดัชนีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Global Climate Risk Index) ประจำปี 2017 ขององค์กรพัฒนาเอกชน Germanwatch ได้วิเคราะห์สถานการณ์ในกรุงเทพฯ โดยสมมติให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียสในอนาคต ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เมืองจะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมรุนแรง โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 พื้นที่ราว 40% ของเมืองจะถูกน้ำท่วมเนื่องจากฝนตกหนักและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น 15 เซนติเมตร
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2080 พื้นที่ 70% ของเมืองจะถูกน้ำท่วม และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 88 เซนติเมตร
ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน
ระบบจัดการน้ำหลักของประเทศไทยทำหน้าที่ส่งน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรไทยราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งรวมถึงเขตเมืองที่ขยายตัวต่อเนื่องจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมและการทับถมของตะกอนดินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
ที่น่ากังวลคือ สถานการณ์มักจะไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างที่เห็นจากกรณีวัดขุนสมุทรจีน หรือที่บางครั้งเรียกว่า “วัดจมน้ำ” เมื่อขึ้นมาบนฝั่ง จะพบว่า ตัววัดถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวบนเกาะขนาดจิ๋วท่ามกลางผืนน้ำที่เชี่ยวกราก อันเป็นผลมาจากการกัดเซาะตลิ่ง บริเวณริมฝั่งยังหลงเหลือซากป้อมปราการที่เคยถูกย้ายตำแหน่งหลายครั้งเนื่องจากตลิ่งแม่น้ำพังทลายลงตามกาลเวลา โดยกรีนพีซประเมินว่า ระดับน้ำในอ่าวไทยกำลังสูงขึ้นในอัตรา 4 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก
บทความระบุอีกว่า การปูพื้นผิวคอนกรีตหรือยางมะตอยทับพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองส่งผลให้พื้นที่ที่น้ำสามารถซึมผ่านลงดินได้ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดิน โดยมีรายงานว่า กรุงเทพฯ กำลังทรุดตัวลงด้วยอัตราที่เร็วกว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นถึง 10 เท่า ในขณะที่เขตเมืองยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรองรับประชากรมากกว่า 15 ล้านคน พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองในปัจจุบันอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงครึ่งเมตรเท่านั้น และหลายพื้นที่ก็มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปแล้ว
Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP





