คลื่นความร้อนทะเลแคลิฟอร์เนียคุกคามระบบนิเวศ
คลื่นความร้อนในมหาสมุทรนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 3-4 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องมานานกว่า 6 เดือน ทำให้สัตว์ทะเลหลายชนิดเผชิญภาวะวิกฤต ขณะที่นักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) เตือนว่า "ปรากฏการณ์เอลนีโญ" ในปีนี้อาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

พบเห็นวาฬและโลมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
มีการพบเห็นวาฬและโลมาในทริปล่องเรือชมสัตว์ทะเลลดน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีปกติ สาเหตุหลักมาจากปลาแอนโชวี่และปลาซาร์ดีน ซึ่งเป็นอาหารหลักของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้ อพยพลงสู่น้ำที่เย็นกว่าในระดับลึก หรือเคลื่อนตัวขึ้นไปทางเหนือ วาฬและโลมาจึงต้องติดตามแหล่งอาหารไปด้วย
— ซารา เลสเซอร์ นักธรรมชาติวิทยาวัย 39 ปี จากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแปซิฟิกในเมืองลองบีช เผย

"เอลนีโญ" ซ้ำเติมวิกฤตทะเล
แอนดรูว์ ไลซิง นักสมุทรศาสตร์จาก NOAA ระบุว่าความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อคลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการกลับมาของเอลนีโญ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจรุนแรงกว่าเหตุการณ์ปี 2015-2016 ที่ในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับระบบนิเวศทางทะเลของแคลิฟอร์เนีย จนมีนกและสิงโตทะเลตายเป็นจำนวนมาก

สาหร่ายพิษคร่าชีวิตวาฬหลังค่อม
ในอ่าวมอนเทอเรย์ทางใต้ของซานฟรานซิสโก พบวาฬหลังค่อม 2 ตัวเสียชีวิตเกยหาดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นในรอบทศวรรษ สาเหตุมาจากสาหร่ายพิษที่ผลิตกรดโดโมอิกในปริมาณสูงผิดปกติ
— เอลเลียต เฮเซน อาจารย์ประจำภาควิชานิเวศวิทยาและชีววิทยาวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครูซ ระบุ
ฉลามขาวโผล่ใกล้ฝั่ง สร้างความกังวล
คลื่นความร้อนยังดันฉลามขาวยักษ์ให้ว่ายเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น โดยมีรายงานพบฉลามว่ายน้ำห่างจากเด็กๆ ในมาลิบูเพียงไม่กี่เมตร และชายหาดฮันติงตันบีชถูกปิดว่ายน้ำถึง 3 ครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เฮเซนเตือนว่าหากคลื่นความร้อนในมหาสมุทรยังคงเกิดซ้ำ ระบบนิเวศทางทะเลอาจสูญเสียสมดุล และส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารของมนุษย์ในที่สุด






