สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นว่า จีนขยายฐานกำลังทหารในต่างประเทศแห่งล่าสุดโดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมแห่งหนึ่งในลาวให้เป็นฐานปฏิบัติการในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ศูนย์สนับสนุนแห่งใหม่นี้อาจช่วยเพิ่มอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากยิ่งขึ้น
กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว เปิดให้บริการที่สนามบินบ้านเกิน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ไปทางเหนือราว 50 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนไทยเพียง 40 กิโลเมตร
“ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมบ่งชี้ว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน อาจกำลังแสวงหาหนทางในการเข้าถึงศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกำลังพลที่จะหมุนเวียนเข้ามาในลาว โดยอาจรวมถึงการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนส่วนหน้าขนาดเล็กไว้ด้วย”
— เรเชล แวนเดนบริงค์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย
ข้อมูลบางส่วนระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยถูกสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์ในช่วงสงครามในลาว รวมถึงเวียดนามและกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 แต่ภาพถ่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ที่สำนักข่าว Reuters ตรวจสอบพบว่า การก่อสร้างใหม่นี้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าลานดินหยาบๆ ที่เคยปรากฏให้เห็นจนถึงปีที่แล้วอย่างมาก
ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า การก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่เริ่มขึ้นช่วงปลายปี 2025 เรื่อยมาจนถึงต้นเดือนที่แล้ว โดยปรากฏให้เห็นทางวิ่งที่ปูพื้นด้วยวัสดุแข็งขนาดใหญ่ รวมถึงทางขับและลานจอดเครื่องบินที่วางตัวขนานกัน และอาคารใหม่จำนวนหนึ่ง แทนที่ทุ่งหญ้าที่เคยมีอยู่เดิม
กระทรวงการต่างประเทศลาวยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ และแถลงการณ์ของทางการจีนก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบุคลากร อุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะประจำการอยู่ที่สนามบินแห่งนี้ กระทรวงกลาโหมของจีนระบุเพียงว่า สถานที่ดังกล่าวจะใช้สำหรับการฝึกนักบินของกองทัพอากาศ และ “ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลที่สามใดๆ”
นอกจากในลาวแล้ว จีนยังเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมอีกแห่งหนึ่งที่ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชาในอ่าวไทย และฐานโลจิสติกส์ในจิบูตี โดยทางการกัมพูชาระบุว่า ไม่มีบุคลากรหรือเรือรบของจีนประจำการถาวรที่ฐานทัพเรือเรียม
“ฐานส่งกำลังบำรุงทางทหารในลาวแห่งนี้คล้ายคลึงกับฐานทัพในจิบูตีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแตกต่างจากฐานทัพเรือเรียม”
— คอลลิน โกห์ นักวิชาการด้านความมั่นคงจาก S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น
ลาวมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและซับซ้อนกับเพื่อนบ้านคอมมิวนิสต์อย่างจีนและเวียดนาม กองทัพอากาศของลาวมีขนาดเล็กและใช้อากาศยานที่ออกแบบโดยจีนและรัสเซีย
นักการทูตจากอาเซียนรายหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยบอกว่า โดยปกติแล้ว ทหารลาวจำเป็นต้องเดินทางไปรับการฝึกอบรมขั้นสูงในเวียดนาม รัสเซีย และจีน แต่ตอนนี้ทหารบางส่วนสามารถเข้ารับการฝึกอบรมภายในประเทศได้แล้ว
นักการทูตรายนี้ยังเผยอีกว่า จีนกำลังขยายอิทธิพลทางทหารไปทั่วภูมิภาค โดยยกตัวอย่างโรงงานผลิตกระสุนร่วมในอินโดนีเซีย
ที่ผ่านมาลาวจัดการซ้อมรบร่วมกับจีน ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมด้านการตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเมื่อเดือนที่แล้ว และเมื่อเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดี ทองลุน สีสุลิด ของลาว เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบปะประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เพื่อหารือเชิงยุทธศาสตร์ในประเด็นต่างๆ รวมถึงด้านการป้องกันประเทศ
สหรัฐฯ ซึ่งมีเครือข่ายฐานทัพในต่างประเทศมากมาย เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของจีนด้วยความระแวงสงสัย โดยเมื่อปีที่แล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานประจำปีที่ระบุรายชื่อ 22 ประเทศที่รัฐบาลจีนมีแผนจะเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการทางทหาร แต่ไม่มีชื่อของประเทศลาวรวมอยู่ในนั้น
พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมไทยกล่าวว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ และมีพรมแดนติดกับลาวเป็นระยะทางยาว ถือว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดของทั้งลาวและจีน และยังมองว่า เป็นสิทธิอธิปไตยของลาวที่จะตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ตั้งฐานทัพจีนหรือไม่
“อย่างไรก็ตาม ไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” พลเรือตรี สุรสันต์ เผย
เจ้าหน้าที่ทูตทหารประจำภูมิภาคและนักวิเคราะห์ต่างกล่าวมานานแล้วว่า จีนขาดเครือข่ายฐานทัพ เมื่อพิจารณาจากการปรับปรุงกองทัพอย่างต่อเนื่องและความจำเป็นในการแสดงแสนยานุภาพเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ
แวนเดนบริงค์เผยว่า ยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะแสดงแสนยานุภาพทางทหารใดที่จีนไม่สามารถทำได้จากมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของตนเองอยู่แล้วจากลาวได้บ้าง
“ที่บ้านเกิน ความสำคัญในระยะสั้นอาจอยู่ที่ความสามารถของจีนในการสร้างฐานทัพที่มั่นคงและกระชับความสัมพันธ์เชิงสถาบันกับกองทัพลาว” แวนเดนบริงค์เผย

การขยับขยาย
จีนเปิดฐานทัพของตัวเองในจิบูตีเมื่อปี 2017 และค่อยๆ ขยับขยายด้วยการจอดเรือและการเฝ้าระวัง ก่อนหน้านี้เพนตากอนประเมินว่า ในฐานทัพนี้มีนาวิกโยธินราว 400 นาย แต่ถึงจะมีการขยับขยาย ฐานทัพในจิบูตีก็ถูกล้อมรอบด้วยฐานทัพของกองทัพอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
นอกเหนือจากจิบูตีและกัมพูชาแล้ว จีนยังมีฐานทัพบนเกาะอีก 3 แห่ง ซึ่งมีรันเวย์สำหรับเครื่องบินทหารยาว 3 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนแนวปะการังไฟเออรีครอส มิสชีฟ และซูบี ในหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ที่เป็นข้อพิพาท
ฐานทัพเหล่านี้ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2014 ปัจจุบันประกอบด้วยท่าเทียบเรือ ระบบเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศที่ครอบคลุม รวมถึงที่พักอาศัย
ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารกล่าวว่า ฐานทัพเหล่านี้ทำให้จีนสามารถขยายการประจำการของกองทัพเรือ กองรักษาชายฝั่ง และกองกำลังประมงเข้าไปในใจกลางทะเลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ จีนยังไม่ได้ประจำการเครื่องบินรบอย่างถาวรในหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนว่า มีการก่อสร้างฐานทัพใหม่ขนาดใหญ่ในหมู่เกาะพาราเซลทางตอนเหนือ ซึ่งเวียดนามก็อ้างสิทธิ์เช่นกัน
Photo by GREG BAKER / AFP





