นอกจากฝรั่งเศสแล้ว ชาวยุโรปหลายแสนคนทั้งในเบลเยียม อิตาลี โปรตุเกส และแอลเบเนีย พากันออกมารวมตัวตามท้องถนนในการประท้วงหลายจุดที่ไม่ได้มีการประสานงานกัน เพื่อคัดค้านปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศของตัวเอง สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลต่างๆ ทั่วสหภาพยุโรป
อิตาลี
ในเมืองมิลาน กลุ่มผู้ก่อจลาจลปะทะกับตำรวจ ปล้นร้านค้า และจุดไฟเผาทรัพย์สินในใจกลางเมือง ทำให้จัตุรัสปิอาซซาเดลดูโอโมและห้างสรรพสินค้าหรูที่ปกติจะเต็มไปด้วยผู้คนกลับว่างเปล่า
การเดินขบวนประท้วงสงครามและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเริ่มต้นอย่างสงบ แต่ผู้ประท้วงสวมหน้ากากได้ขว้างปาหิน ก้อนอิฐ และสิ่งของอื่นๆ ใส่ตำรวจปราบจลาจล และจุดไฟเผาแผงกั้นที่ทำจากโต๊ะบาร์ จนตำรวจต้องใช้ปืนฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชน
สำนักข่าว LaPresse ของอิตาลีรายงานว่า ตำรวจอย่างน้อย 2 นายได้รับบาดเจ็บ และผู้ประท้วงประมาณ 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ถูกจับกุม
นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี โพสต์ถึงการประท้วงครั้งนี้ว่า แม้การประท้วงจะเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ “การจุดไฟเผาเมืองของเรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้” และว่า มีกลุ่ม “อันธพาล” ฉวยโอกาสจากการประท้วงเพื่อ “สร้างความวุ่นวาย โจมตีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง และใช้ทั้งเมืองเป็นตัวประกัน”
จูเซปเป ซาลา นายกเทศมนตรีเมืองมิลานจากพรรคกลางซ้ายกล่าวว่า “เหตุผลของการประท้วงนั้นเข้าใจได้ แต่ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและความเสียหายร้ายแรงต่อเมืองนั้นไม่อาจยอมรับได้”
ในเมืองโบโลญญา ตำรวจรายงานว่า นอกจากการชุมนุมอย่างสันติแล้ว ผู้ประท้วงยังขว้างปาหินและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
เบลเยียม

ในกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งกลุ่มนักเรียนนักศึกษารวมตัวประท้วงเรื่องค่าธรรมเนียมการลงทะเบียนมหาวิทยาลัยมาหลายสัปดาห์แล้ว ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำขนาดใหญ่สลายกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่าตำรวจยิงขีปนาวุธใส่และจุดไฟ ส่วนที่เมืองลีแยฌ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กกว่าทางตะวันออกของกรุงบรัสเซลส์ ตำรวจได้ใช้ปืนฉีดน้ำเพื่อสลายการชุมนุมด้วยเช่นกัน
โปรตุเกส

ในกรุงลิสบอน กลุ่มผู้ประท้วงจัดตั้งค่ายพักแรมด้วยเต็นท์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับค่ายที่เคยตั้งขึ้นในกรุงมาดริดของสเปนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านที่อยู่อาศัยและปัญหาค่าครองชีพ
ผู้ประท้วงหลายร้อยคนมารวมตัวกันในยามค่ำคืนที่จัตุรัสรอสซิโอ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง อันเป็นย่านที่คึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเดินขบวนที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนจากทั่วประเทศ
ผู้เข้าร่วมการประท้วงต่างยืนกรานว่าจะปักหลักค้างคืน โดยมีผู้คนหลายร้อยคนร่วมกันร้องเพลงขณะนั่งล้อมรอบอนุสาวรีย์พระเจ้าเปโดรที่ 4 ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส
เอเลนา คอสตา นักสังคมสงเคราะห์วัย 46 ปี กล่าวว่า “ชนชั้นทางสังคมในโปรตุเกส ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีและเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศนี้ กำลังถูกคุกคามและสูญเสียสิทธิของตัวเอง โดยเฉพาะสิทธิในการมีที่อยู่อาศัย พวกเราทุกคนจึงมารวมตัวกันที่นี่เพื่อสื่อสารให้เห็นว่าพวกเรากำลังหายใจไม่ออก”
อันโตนิโอ มาร์กาโด วิศวกรวัย 52 ปี วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแนวคิดกลางขวาว่า “ปล่อยให้เปิดเสรีค่าเช่าอย่างเต็มรูปแบบ เจ้าของที่พักได้รับการคุ้มครองมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้เช่าซึ่งจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยกลับได้รับการคุ้มครองน้อยลงเรื่อยๆ”
ข้อมูลทางการระบุว่า ราคาที่อยู่อาศัยในโปรตุเกสพุ่งสูงขึ้นถึง 124% ในระหว่างปี 2015-2024 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปถึง 2 เท่า ผลกระทบดังกล่าวส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษต่อคนรุ่นใหม่และผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงลิสบอน โดยประชากรประมาณ 1 ใน 4 ของโปรตุเกสที่มีอยู่กว่า 11 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตมหานครลิสบอน
การตั้งค่ายพักแรมในกรุงลิสบอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการขยายขอบเขตของการประท้วงเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่เมืองปอร์โตทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีการตั้งเต็นท์จำนวนมากไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ในการประท้วงอีกเหตุการณ์หนึ่งในกรุงลิสบอน ซึ่งจัดขึ้นโดยสหภาพแรงงานหลักอย่าง CGTP กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ปรับปรุงบริการสาธารณะ เงินบำนาญ และค่าจ้างแรงงาน รวมถึงเรียกร้องให้มีมาตรการรับมือกับราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี ลูอิส มอนเตเนโกร ของโปรตุเกสกล่าวว่า รัฐบาลของเขาเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการ “แสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าอาจเป็นช่องโหว่ในนโยบายสาธารณะ” อย่างไรก็ตาม เขาเตือนคู่แข่งทางการเมืองไม่ให้ “นำบรรยากาศของความไม่มั่นคงและการประท้วงเข้ามาในโปรตุเกส ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมโปรตุเกสเลย” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการอ้างถึงเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงในประเทศฝรั่งเศส
แอลเบเนีย

นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศแอลเบเนีย โดยกลุ่มผู้ประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อสภาพการณ์ภายในมหาวิทยาลัยและค่าเล่าเรียนที่อยู่ในระดับสูง ทั้งยังกดดันให้นายกรัฐมนตรี เอดี รามา ลาออกจากตำแหน่ง
เมื่อวันเสาร์ (17 ต.ค.) ผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหิน ระเบิดขวด วัตถุที่เป็นโลหะ และอุปกรณ์จุดพลุไฟที่ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งจุดไฟเผารถยนต์ ถังขยะ เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องกีดขวางสกัดกั้นการรุกคืบของตำรวจ
เหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อตำรวจใช้กระสุนยางยิงใส่กลุ่มผู้ประท้วงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้น โดยการประท้วงยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงกลางคืน ส่งผลให้อาคารหลายแห่ง รวมถึงศาล ธนาคาร และที่ทำการไปรษณีย์ ถูกวางเพลิงหรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความวุ่นวายครั้งล่าสุดในแอลเบเนียเกิดขึ้นหลังจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเริ่มต้นจากโครงการพัฒนาที่พักตากอากาศที่เป็นที่ถกเถียงซึ่งเชื่อมโยงกับครอบครัวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ
Photo by PIERO CRUCIATTI / AFP






