ในวันที่สิงคโปร์ประกาศเอกราช...ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่ธาตุ หรือแม้กระทั่งน้ำจืดที่เพียงพอสำหรับพลเมือง แต่ความจำกัดนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เมื่อรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และหันมาลงทุนกับทรัพยากรเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่ นั่นคือ ‘มนุษย์’ ที่ปัจจุบันกลายเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก
ไม่มีน้ำมัน-ไม่มีแร่ธาตุ-ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ...มีแต่ ‘คน’

“เราเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย ดังนั้น ‘คนของเรา’ จึงต้องเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มี...คุณภาพของทรัพยากรบุคคลของชาติ คือปัจจัยเดี่ยวที่สำคัญที่สุดในการกำหนดความสำเร็จของประเทศนั้นๆ”
— ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศเคยกล่าวไว้
ในเมื่อประเทศเกาะแห่งนี้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่ธาตุ ไม่มีก๊าซธรรมชาติ ไม่มีทองคำ หรือถ่านหินเลยแม้แต่แห่งเดียว และไม่มีสินค้าโภคภัณฑ์ใด ๆ ไปขายในตลาดโลก อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นเมือง ป่าไม้ธรรมชาติสูญหายไปเกือบหมด และมีพื้นที่เพาะปลูกเหลือต่ำกว่า 1% ผู้นำของสิงคโปร์จึงตระหนักตั้งแต่ก่อตั้งประเทศว่า “‘คน’ คือทรัพยากรที่แท้จริงเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่”
ลี กวนยู และกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งประเทศมองเห็นตรงกันว่า “ในเวลานั้น หากปล่อยให้ประชากรเป็นเพียงแรงงานไร้ฝีมือ หรือกุลีแบกของตามท่าเรือ ประเทศจะไม่มีทางรอดพ้นจากความยากจน”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ก็ไม่ได้มองว่า ‘การศึกษา’ คือสวัสดิการสังคม แต่มันคือ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ’ ที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแรงงานไร้ฝีมือในอดีต (กลุ่มประชากรยุคสร้างชาติ) ให้กลายเป็นวิศวกร นักการเงิน และผู้บริหาร เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ
รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว Fair Observer ระบุชัดเจนว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของสิงคโปร์คือ การเปลี่ยนความไม่มีอะไรเลยให้กลายเป็นความได้เปรียบด้วยการยกระดับการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อขับเคลื่อนการค้าและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก”
รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับระบบการศึกษาในอดีต แต่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชัน (เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง)
“ทักษะแรงงานในศตวรรษนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมและแรงงานสิงคโปร์ยังคงมีความสำคัญบนเวทีโลก”
— บทความเศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์ The Business Times อธิบาย
ความสำเร็จจากการทุ่มทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากดัชนีชี้วัดระดับโลก 2 รายงาน :
- อันดับ 1 ในดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลก : สิงคโปร์เป็นประเทศที่เด็กแรกเกิดสามารถพัฒนาศักยภาพ สุขภาพ และการศึกษา เพื่อสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศได้สูงที่สุดในโลก
- ติดอันดับท็อปของโลกด้านระบบนิเวศการศึกษาและการดึงดูดผู้มีความสามารถ : จากรายงานของสถาบัน INSEAD (โรงเรียนบริหารธุรกิจระดับโลก) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore EDB)
จากประชากรธรรมดา ---> ทุนมนุษย์ระดับพรีเมียม

เรื่องราวของสิงคโปร์มักถูกบอกเล่าในฐานะประเทศเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ เลยนอกจาก ‘ประชากรของตนเอง’ แต่เราอาจกล่าวได้ว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จเพราะ ‘การขาดแคลน’ ทรัพยากร มากกว่าที่จะเป็น ‘ทั้งที่ขาดแคลน’ ทรัพยากรด้วยซ้ำ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ‘คำสาปทรัพยากร’ (Resource Curse) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจว่า ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติมักจะมีการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กว่า ‘ประเทศที่ไม่มีทรัพยากร’
ประเทศที่ได้รับพรจากธรรมชาติให้มีน้ำมัน หรือแร่ธาตุ มักจะมุ่งเน้นไปที่การขุดเจาะทรัพยากรเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งโดยอัตโนมัติ ทว่าผลกระทบที่ตามมาโดยไม่ตั้งใจก็คือ การลงทุนในด้านการศึกษาและทักษะของประชากรกลับถูกละเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจที่ร่ำรวยทรัพยากรมักจะกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทและกลุ่มมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลสูงเพียงไม่กี่กลุ่มที่ควบคุมทรัพยากรเหล่านั้น ส่งผลให้ความร่ำรวยตกอยู่กับคนส่วนน้อยมากกว่าคนส่วนใหญ่
สิงคโปร์นำทฤษฎีคำสาปทรัพยากรมาเป็นบทเรียนและสร้างนโยบายที่ตรงกันข้าม ด้วยการนำรายได้จากการเป็นเมืองท่าและภาษีทั้งหมดมาแปรสภาพเป็น ‘ทุนมนุษย์’ ผ่านสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขับเคลื่อนด้วยสมองและความรู้ ซึ่งยั่งยืนและไม่มีวันหมดอายุเหมือนน้ำมัน
ในช่วงทศวรรษ 1960 สิงคโปร์ได้เริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเน้นการส่งออก โดยวางตำแหน่งประเทศเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบด้านต้นทุน เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ให้เข้ามาลงทุน ซึ่งสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์ทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และองค์ความรู้ทางธุรกิจ
ขณะเดียวกัน บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นก็เข้ามาลงทุนเพื่อพึ่งพากำลังแรงงานในพื้นที่ ซึ่งความต้องการที่ตรงกันนี้ ทำให้ทั้งรัฐบาลสิงคโปร์และบริษัทข้ามชาติต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน จนนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพทางอุตสาหกรรมร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Tata, Rollei และ Philips
นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และเทคนิคศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
แรงงานที่มีทักษะสูงย่อมดึงดูดทุนต่างชาติ

สิงคโปร์รู้ดีว่าบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น จะไม่ยอมเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่หากไม่มีแรงงานรองรับ รัฐบาลจึงออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่เน้นแนวคิด STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ควบคู่ไปกับระบบทวิภาษา
การมีแรงงานที่มีวินัยสูง ซื่อสัตย์ และมีทักษะเฉพาะทางที่พร้อมเริ่มงานทันที ทำให้สิงคโปร์สามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ให้เข้ามาลงทุนตั้งฐานปฏิบัติการในภูมิภาคอาเซียน ยกระดับให้ประเทศกลายเป็น ‘ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก’ ได้สำเร็จ
รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่าการลงทุนกับคนจะหยุดอยู่แค่ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ พวกเขาจึงทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านโครงการอย่าง ‘SkillsFuture’ ที่แจกเงินทุนอุดหนุนให้ประชาชนวัยทำงานทุกคนนำไปลงทะเบียนเรียนคอร์สพัฒนาและยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและ AI เพื่อป้องกันไม่ให้คนในประเทศตกงาน และทำให้แรงงานสิงคโปร์คงความเก่งกาจและยืดหยุ่นในระดับสากลอยู่เสมอ
ปีแล้วปีเล่าที่สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลก ทั้งในด้านความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ การเชื่อมต่อกับทั่วโลก และด้านอื่น ๆ อีกมากมาย
“รัฐบาลสิงคโปร์ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) ต่อปี ไปกับการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2015-2020 และผลลัพธ์จากการลงทุนนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ปัจจุบันแรงงานสิงคโปร์มากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับการจ้างงานในตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะสูง”
— ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore EDB) ระบุ
นอกจากนี้ การที่สิงคโปร์มุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้เกิดกลุ่มแรงงานทักษะสูงที่เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ด้วย “หากต้องการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณจำเป็นต้องสร้างศักยภาพด้านภาษา ทั้งภาษาบาฮาซาและภาษาจีนกลาง ดังนั้น สำหรับการทำธุรกิจร่วมกับเกาหลี รวมถึงการดูแลลูกค้าในจีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สิงคโปร์จึงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด” อรุณ ซิงก์ บริหารระดับสูงในแวดวงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ระดับโลก (B2B SaaS) กล่าว





