ผลการสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้ง (Exit Polls) ชี้ว่า “การเลือกตั้งของอิสราเอลเมื่อคืนวันอังคาร (27 ต.ค.) ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ชนะที่แน่ชัด โดยทั้งนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และคู่แข่งคนสำคัญอย่าง กาดี ไอเซนคอต ต่างก็ยังไม่มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะถึงระดับ 61 ที่นั่ง ซึ่งจำเป็นต่อการครองเสียงข้างมากในรัฐสภา (Knesset) ที่มีทั้งหมด 120 ที่นั่ง”
จากการนับคะแนนเสียงที่ผ่านไปแล้วมากกว่า 50% สถานีโทรทัศน์ Channel 12 และเว็บไซต์วายเน็ต (Ynet) คาดการณ์ว่า “ฝ่ายพันธมิตรของเนทันยาฮูจะคว้าไปได้ 55 ที่นั่ง ซึ่งลดลงจากเดิมที่เคยนำรัฐบาลผสมที่มีเสียงถึง 68 ที่นั่งในรัฐสภาชุดก่อน อย่างไรก็ตาม พรรคลิคุด (Likud) ของเขาก็ยังคงเป็นพรรคเดี่ยวที่ครองเก้าอี้มากที่สุดในสภาเอาไว้ได้”
แต่การเมืองอิสราเอลนั้น หัวใจสำคัญคือ ‘การจัดตั้งรัฐบาลผสม ไม่ใช่การเป็นพรรคใหญ่ที่สุด’ ทำให้เส้นทางการรักษาเก้าอี้ผู้นำของเนทันยาฮูในตอนนี้ยังคงไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านเองก็มีเส้นทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน
แม้ผลคาดการณ์ล่าสุดจาก Ynet และ Channel 12 จะชี้ว่า “พรรคการเมืองฝ่ายที่ต่อต้านเนทันยาฮูจะมีคะแนนนำเป็นส่วนใหญ่ โดยมีแนวโน้มคว้าไปได้ 65 ที่นั่ง แต่พวกเขากลับแตกแยกและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรง ทั้งในกลุ่มการเมืองปีกขวา ปีกซ้าย และสายกลาง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างพรรคของชาวยิวและพรรคของชาวอาหรับ”
พรรคยาชาร์ (Yashar) ของไอเซนคอต เป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มฝ่ายค้าน โดยคาดว่าจะได้ 21 ที่นั่ง แต่เส้นทางสู่การครองอำนาจของเขาจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือจากกลุ่มพรรคชาวอาหรับ โดยปัจจุบันคาดว่าจะคว้าไปได้ 16 ที่นั่ง ซึ่งนี่เป็นฉากทัศน์ที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านบางคนยังไม่พร้อมที่จะยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งหมดนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากยังคงมีการนับคะแนนจริงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่กี่วันจึงจะทราบผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการทั้งหมด
การเลือกตั้งครั้งนี้มีสถิติผู้ประท้วงออกไปใช้สิทธิ์โดยรวมสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 โดยอยู่ที่อย่างน้อย 77.7% ซึ่งการตื่นตัวที่พุ่งสูงขึ้นนี้เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรชาวอาหรับของประเทศ ตามปกติแล้วมักจะมีสัดส่วนการออกไปลงคะแนนต่ำกว่าชาวอิสราเอลเชื้อสายยิว โดยกลุ่มพรรคการเมืองชาวอาหรับเปิดเผยว่า “ยอดผู้ใช้สิทธิ์ในกลุ่มตนพุ่งทะลุ 75% และคาดว่าจะสร้างผลงานครั้งประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
ชนวนสำคัญที่ขับเคลื่อนให้พลเมืองชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอล ซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของประชากรทั้งหมด ออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างถล่มทลาย คือ ‘ความต้องการโค่นล้มรัฐบาลผสมปีกขวาของเนทันยาฮู’ ที่มีรัฐมนตรีสายเหยี่ยวสุดโต่งอย่าง เบซาเลล สม็อตริช และ อิตามาร์ เบน-กวีร์ เป็นผู้ทรงอิทธิพลหลัก โดยเฉพาะในยุคที่ เบน-กวีร์ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาตินั้น อัตราการเกิดอาชญากรรมและคดีฆาตกรรมในชุมชนชาวอาหรับได้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
“เราได้พิสูจน์แล้วว่า เราคือพลังทางการเมืองที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างอนาคตที่นี่โดยไม่มีเสียงของพวกเรา” ยูเซฟ จาบารีน ประธานกลุ่มร่วมพันธมิตรพรรคอาหรับ (Joint List) กล่าว พร้อมระบุว่า “นี่คือวันแห่งประวัติศาสตร์” ขณะที่ มันซูร์ อับบาส ประธานพรรคราอัม (Raam) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว i24news ว่า “ความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ทุบสถิติครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะ เบน-กวีร์, สม็อตริช และรัฐบาลทั้งหมดที่ละเลยชุมชนชาวอาหรับในอิสราเอล”
แม้ว่ายอดผู้ใช้สิทธิ์ของชาวอาหรับจะช่วยสกัดไม่ให้เนทันยาฮูครองเสียงข้างมากได้สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ความพยายามของไอเซนคอตที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่เขานั้นซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากไอเซนคอตได้ตั้งเงื่อนไขสำหรับพรรคการเมืองที่จะมาร่วมรัฐบาลไว้หลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการยอมรับว่าอิสราเอลเป็นรัฐของชาวยิว และการยอมรับว่ากลุ่มฮามาสเป็นองค์กรก่อการร้ายที่ต้องถูกกำจัด โดยเงื่อนไขเหล่านี้เป็นข้อกำหนดที่นักการเมืองชาวอาหรับส่วนใหญ่ไม่น่าจะยอมรับได้
จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้?
เมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก ของอิสราเอล โดยประธานาธิบดีเฮอร์ซอกจะเปิดฉากการหารือร่วมกับพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้รับการเลือกตั้ง ณ กรุงเยรูซาเลม เพื่อให้แต่ละพรรคเสนอชื่อบุคคลที่ต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากนั้น ประธานาธิบดีจะมอบหมายให้ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำของพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด แต่จะเป็นบุคคลที่ประธานาธิบดีใช้ดุลยพินิจแล้วเห็นว่า “มีโอกาสมากที่สุดในการรวบรวมเสียงข้างมากให้ได้ถึง 61 ที่นั่ง”
ชัยชนะในการเลือกตั้งของอิสราเอลจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนคะแนนเสียงและที่นั่งในสภาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการจัดตั้ง และรักษารัฐบาลผสมให้ขับเคลื่อนต่อไปได้อีกด้วย ดังนั้น การตัดสินใจด่านแรกของประธานาธิบดีเฮอร์ซอก คือการเลือกว่าจะมอบหมายให้เนทันยาฮู หรือไอเซนคอตเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน
แม้พรรคลิคุดของเนทันยาฮูจะเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในสภา แต่หากไอเซนคอตได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพรรคการเมืองชาวอาหรับ และเขาก็มีแนวโน้มที่จะได้รับเสียงเสนอชื่อจากบรรดาพรรคต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งหลังจากผู้สมัครรายใดรายหนึ่งได้รับมอบหมายสิทธิ์นี้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่อรองทางการเมืองอันยาวนานหลายสัปดาห์ เพื่อตกลงกันในเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี การจัดสรรงบประมาณ และข้อผูกพันด้านนโยบาย
ผู้ที่ได้รับมอบหมายจะมีเส้นตาย 28 วัน (และอาจขอขยายเวลาเพิ่มได้อีก 14 วัน) ในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แต่หากล้มเหลว ประธานาธิบดีจะโอนสิทธิ์ดังกล่าวไปให้ผู้สมัครรายอื่นลองจัดตั้งรัฐบาลต่ออีก 4 สัปดาห์ และหากยังคงล้มเหลวซ้ำอีก รัฐสภาจะมีเวลาสั้น ๆ ในการเสนอชื่อผู้สมัครรายใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่สามารถตกลงกันได้ ประเทศอิสราเอลจะต้องเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่อีกครั้งโดยอัตโนมัติ
เมื่อไม่มีฝ่ายใดครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด เหตุการณ์ภาวะชะงักงันทางการเมือง (เดดล็อก) จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้
ประธานาธิบดีเฮอร์ซอกอาจพยายามผลักดันให้เนทันยาฮูและไอเซนคอตหันมาร่วมมือกันจัดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ (Unity government) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างสองพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด ทว่ายังไม่มีความแน่ชัดว่าข้อตกลงในลักษณะนี้จะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ เนื่องจากในอดีต เนทันยาฮูมีประวัติการหักหลังนักการเมืองที่เคยทำข้อตกลงร่วมรัฐบาลลักษณะนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ขณะเดียวกันไอเซนคอตเองก็เคยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีวันยอมลดตัวลงไปร่วมนั่งบริหารประเทศกับเนทันยาฮูโดยเด็ดขาด
(Photo by JEWEL SAMAD / AFP)





