ซาอุดีอาระเบียตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ผู้นำของราชอาณาจักรแห่งนี้กำลังประเมินทางเลือกในการตอบโต้ที่มีอยู่อย่างจำกัดลงทุกที
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังในเยเมนโจมตีซาอุฯ หลายครั้ง จนกระทบกับขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมันและยังสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจโลก แต่อดีตนักการทูตและนักวิเคราะห์ระบุว่า ซาอุฯ ได้แต่รู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลังเลที่จะจัดการกับกลุ่มฮูตี
ความพยายามทางการทูตของซาอุฯ ที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับอิหร่านก็แทบจะไม่เห็นผล การประชุมระหว่างอิหร่าน ซาอุฯ และประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่กำหนดไว้เมื่อวันจันทร์ (14 ก.ย.) ก็ถูกเลื่อนอย่างกะทันหันในคืนวันอาทิตย์ เนื่องจากจุดยืนยังแตกต่างกันมาก
“ขณะนี้ฝ่ายซาอุฯ กำลังรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังอย่างมาก ในแง่หนึ่ง นี่ถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว”
— ไมเคิล แรตนีย์ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุฯ
ปัญหาของซาอุฯ เน้นย้ำถึงต้นทุนมหาศาลที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ก่อให้เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศต่างๆ ที่ผู้นำต่อต้านสงครามหรือพยายามยุติสงครามมาแล้วหลายครั้ง
ในช่วงไม่กี่เดือนแรกของการสู้รบ ซาอุฯ แทบไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านเลย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตอนนี้ที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ อิหร่านกำลังสร้างอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐฯ และซาอุฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกจนกระทั่งเกิดสงครามที่ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวหลุดไป ก็กลายเป็นเป้าหมายหลัก
เฉพาะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซาอุฯ ถูกกลุ่มฮูตีโจมตีจากทุกทิศ ทั้งทางตะวันออก ทางใต้ และทางเหนือ
ปลายเดือนสิงหาคม เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 2 ราย วันศุกร์ที่แล้ว (11 ก.ย.) กลุ่มฮูตี ซึ่งประกาศปิดกั้นการส่งน้ำมันของซาอุฯ ผ่านทะเลแดง ก็ยึดพื้นที่บนเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลก และเอาชนะกองกำลังฝ่ายพันธมิตรซาอุฯ ในเยเมนได้อย่างราบคาบ
ในวันเดียวกัน ทางการซาอุฯ ประกาศปิดท่อส่งน้ำมันสำคัญ หลังถูกกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังในอิรักส่งโดรนมาโจมตี ท่อส่งน้ำมันนี้กลายเป็นเส้นทางส่งออกทางเลือกที่สำคัญสำหรับซาอุฯ ในการขนส่งน้ำมันไปยังทะเลแดง หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ

แรตนีย์มองว่า “เหตุผลที่ประเทศอย่างซาอุฯ ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในลักษณะนี้นั่นเอง”
มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุฯ มีเหตุผลที่จะเชื่อมั่นในความเนหุ้นส่วนดังกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุฯ ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้ต้นทุนทางการเมืองมหาศาลไปกับการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์และครอบครัว
แต่เมื่อมกุฎราชกุมารขอให้ทรัมป์ดำเนินมาตรการทางทหารกับกลุ่มฮูตีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กลับปฏิเสธ
เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญของซาอุฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ราชอาณาจักรนี้ไม่ต้องการต่อสู้กับกลุ่มฮูตีเพียงลำพัง นั่นเป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากปฏิบัติการทางทหารก่อนหน้านี้ที่ซาอุฯ นำทัพต่อสู้กับกลุ่มนี้กลายเป็นการติดหล่มนานเป็นสิบปี
อับดุลเราะห์มาน อัล-ราเชด คอลัมนิสต์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลซาอุฯ เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ของซาอุฯ ว่า “เรื่องนี้ต้องการการสนับสนุนจากนานาชาติ ไม่ใช่เพียงแค่จากซาอุฯ และประเทศในภูมิภาคเท่านั้น”
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนทรัมป์จะไม่เต็มใจที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง
แดน ชาพิโร อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายตะวันออกกลางในกระทรวงกลาโหมสมัยรัฐบาลไบเดนมองว่า “เมื่อเผชิญกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับอิหร่านอยู่แล้ว ประกอบกับกองทัพเรือที่รับภาระหนักเกินไปและคลังกระสุนที่ลดน้อยลง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขา (ทรัมป์) ไม่ต้องการเปิดแนวรบใหม่นี้ แต่มันเป็นเรื่องที่สร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้กับซาอุฯ”
เมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ทรัมป์เผยกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางเยือนไอร์แลนด์ว่า กลุ่มฮูตี “โทรหาพวกเราและพวกเขาไม่ต้องการสู้รบกับพวกเรา” และว่า “มีอยู่ประเทศเดียวที่พวกเขาไม่ค่อยพอใจนัก และเราจะจัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อย” ซึ่งหมายถึงซาอุฯ
โมฮัมเหม็ด อัล-บูไคติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮูตี ปฏิเสธว่าทางกลุ่มไม่ได้ติดต่อสหรัฐฯ “เราไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับทรัมป์ และไม่ได้ขอให้เขาไม่โจมตีเรา”
พลเรือโท จอห์น ดับเบิลยู. มิลเลอร์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางเผยว่า ประเด็นที่ว่า สหรัฐฯ จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเยเมนหรือไม่นั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีการหารือกันอยู่ ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ซาอุฯ ต่อไป

บาร์บารา ลีฟ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการตะวันออกใกล้แห่งกระทรวงการต่างประเทศมองว่า ขณะนี้ซาอุฯ มีแนวโน้มที่จะหันไปใช้การทูต แม้ว่าซาอุฯ สหรัฐฯ และอิสราเอลจะทิ้งระเบิดทิ้งระเบิดใส่กลุ่มฮูตีมานานหลายปี แต่ “ไม่มีใครคิดวิธีแก้ปัญหาทางทหาร” ในการจัดการกับพวกเขา
ลีฟบอกอีกว่า ซาอุฯ อาจทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและอิหร่านเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับ “ชุดข้อตกลงที่ไม่น่าอภิรมย์นัก” สำหรับยุติสงครามกับอิหร่าน หรืออาจหันไปหาจีนเพื่อพยายามหาทางออก แต่ความพยายามทางการทูตก่อนหน้านี้ของจีนในภูมิภาคนี้ไม่ได้นำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน จีนเป็นตัวกลางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ และอิหร่านเมื่อปี 2023 ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เสื่อมถอยลงนับตั้งแต่นั้นมา
นักวิเคราะห์ระบุว่า ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ซาอุฯ ไม่น่าจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ต่อสาธารณะ แม้ว่าจะรู้สึกหงุดหงิดใจเพียงใดก็ตาม
“พวกเขาจะไม่แสดงท่าทีตีตัวออกห่าง” ลีฟบอก “แต่พวกเขาจำเป็นต้องดำเนินความพยายามทางการทูตในรูปแบบอื่นแทน”
Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP





