กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียประกาศจะตอบโต้อย่างเด็ดขาดหลังกลุ่มฮูตีในเยเมนโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 309 คนโดยบางคนอาการสาหัส นับเป็นเหตุการโจมตีครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ที่กลุ่มไอเอสจุดระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิดชีอะห์ทางตะวันออกของเมืองคอติฟ
กองกำลังพันธมิตรระบุว่า การโจมตีสนามบินครั้งนี้เป็นการกระทำที่เข้าข่าย “อาชญากรรมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ” ส่วนเตอร์กิ อัล-มัลกิ โฆษกกองกำลังพันธมิตรบอกว่า การโจมตีดังกล่าวเป็น “การโจมตีอย่างขลาดเขลาของผู้ก่อการร้าย” ต่อสถานที่ของพลเรือน
ทางการซาอุฯ ระบุว่า การโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิดครั้งล่าสุดเมื่อวันเสาร์ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในสัปดาห์นี้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของซาอุฯ ระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) กลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด 2 ครั้ง การโจมตีครั้งแรกมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกของสนามบิน ส่วนครั้งที่สองพุ่งเป้าไปที่เครื่องบินของสายการบินซาอุฯ
การโจมตีเมื่อวันเสาร์เกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า และระบบเตือนภัยคุกคามของซาอุฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนใดๆ ก่อนเกิดเหตุ
สนามบินระงับการให้บริการหลังการโจมตี ส่วนสถานทูตประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา เยอรมนี และสเปนเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสนามบิน

สหรัฐฯ อาจเข้าร่วมโจมตี
เมื่อถูกถามว่าจะเปลี่ยนใจเกี่ยวกับการเข้าร่วมการโจมตีกลุ่มฮูตีกับซาอุฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบว่า “เราอาจจะทำเช่นนั้น เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ เราเพิ่งทราบข่าวเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้นเราจะตัดสินใจกันต่อไป ซึ่งเรามักจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว”
ทรัมป์เผยอีกว่า จะหารือกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ โดยกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียนั้น “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”
ทั้งนี้ การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มฮูตีระดมโจมตีซาอุฯ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงในสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุฯ ล่มสลายลงมเมื่อเดือนกรกฎาค ม ความรุนแรงที่ทวีขึ้นนี้ได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งในวงกว้าง
Photo by - / AFP
หมายเหตุ ภาพประกอบแสดงให้เห็นเปลวเพลิงลุกไหม้ที่โรงงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Aramco ของซาอุดีอาระเบีย ทางตอนใต้ของกรุงริยาด หลังถูกกลุ่มฮูตีในเยเมนถล่มเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2026






