หากพูดถึงเหตุธารน้ำแข็งระเบิด หรือน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งพังทลาย (GLOF) ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่เนปาลเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุ 1,270 ราย สูญหายอีก 4,700 คน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เนปาลต้องเผชิญกับการสูญเสียมากมายขนาดนี้ทั้งชีวิต บ้านเรือน และทรัพย์สินนั้นก็เพราะว่า ‘เนปาลไม่มีระบบตรวจวัดและเตือนภัยล่วงหน้าที่ทันสมัยพอสำหรับภัยพิบัติความเร็วสูงแบบนี้’
ระบบเตือนภัยส่วนใหญ่ของเนปาลเป็นแบบตรวจวัดระดับน้ำปลายน้ำ (In-situ EWS) ดังนั้น เคสธารน้ำแข็งระเบิดจากหน้าผาสูง 5,200 เมตร แล้วถล่มลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) จึงทำให้ระบบปลายน้ำที่มีอยู่ส่งเสียงไซเรนเตือนไม่ทัน
แต่ปรากฏการณ์ภัยพิบัติลักษณะเดียวกันนี้ใน ‘สวิตเซอร์แลนด์’ กลับมียอดผู้เสียชีวิตเป็น ‘ศูนย์’...นั่นก็เพราะว่าที่สวิตเซอร์แลนด์มี ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ที่ช่วยให้ชาวบ้านอพยพออกมาจากพื้นที่ภัยพิบัติได้ทันเวลา
-เหตุการณ์ธารน้ำแข็งบลาทเทนถล่ม / 28 พ.ค.2025-
-->เทคโนโลยีอัจฉริยะ :
- เรดาร์ภาคพื้นดินความถี่สูง : วัดการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง
- เซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน : ดักฟังเสียงปริแตกของชั้นน้ำแข็ง
- แอปพลิเคชัน ‘Alertswiss’: ระบบซอฟต์แวร์กระจายสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน ยิงข้อความอพยพตรงเข้าสมาร์ตโฟนของทุกคนในพิกัดเสี่ยงภัย
เหตุการณ์โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านบลาทเทิน (Blatten) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 มีชนวนเหตุสำคัญมาจากสภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิเหนือเทือกเขาแอลป์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บนยอดเขาไคลเนส เนสฮอร์น ละลายตัวและสูญเสียแรงยึดเกาะในที่สุด
วิกฤตดังกล่าวทำให้เกิดก้อนหินถล่มขนาดยักษ์ปริมาณกว่า 9 ล้านลูกบาศก์เมตร ร่วงหล่นลงมากดทับตัวธารน้ำแข็งเบิร์ช (Birch Glacier) ที่อยู่ด้านล่างอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในเวลา 15:24 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) แรงกดทับมหาศาลร่วมกับน้ำที่ละลายอยู่ใต้ฐานน้ำแข็งได้ทำลายความเสถียรของโครงสร้างทั้งหมด ทำให้มวลหินและน้ำแข็งเหลวรวมกว่า 20 ล้านตันหักสะบั้น และพุ่งดิ่งลงสู่หุบเขาจากความสูงกว่า 1,200 เมตร ด้วยความเร็วรุนแรงถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มวลโคลนและเศษซากที่หนากว่า 100 เมตรไหลบ่าเข้าฝังกลบพื้นที่ของหมู่บ้านบลาทเทินจนจมอยู่ใต้ดินโคลนสูงถึง 90% และทำลายบ้านเรือนพังพินาศไปกว่า 130 หลัง ซ้ำร้ายเศษซากเหล่านั้นยังแปรสภาพเป็นคันกั้นน้ำขวางแม่น้ำลอนซา (Lonza) จนกลายเป็นทะเลสาบน้ำแข็งจำลองที่เสี่ยงต่อการระเบิดระลอกสอง สร้างความเสียหายทางกายภาพและคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงกว่า 320 ล้านฟรังก์สวิส (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท)
ไม่มีใครในหมู่บ้านเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว...

ความต่างระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และเนปาลคือ สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วค่อยเปิดไซเรน แต่จับตาดูพฤติกรรมภูเขาโดยใช้เรดาร์ตรวจพบสปีดวิกฤต (Critical Speed Detection)
ตั้งแต่ช่วงวันที่ 17–19 พฤษภาคม 2025 (ราว 9 วันก่อนเกิดเหตุ) ระบบเรดาร์และเซนเซอร์ (Interferometric Radar) บนยอดเขาตรวจพบว่า “ปลายธารน้ำแข็งเริ่มมีการเคลื่อนตัวเร่งสปีดเร็วขึ้นผิดปกติ จากปกติหลักเซนติเมตรพุ่งขึ้นเป็น 10 เมตรต่อวัน” ซึ่งระบบ AI และนักธรณีวิทยาระบุว่า “เป็นสัญญาณว่าน้ำแข็งกำลังจะถล่มอย่างแน่นอน”
จากนั้นทางการรัฐวาเล ร่วมกับสถาบันวิจัยภัยพิบัติแห่งชาติ (SLF) จึงใช้แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยภาคบังคับ (Federal Hazard Maps) คำนวณขอบเขตความเสียหายล่วงหน้า แล้วส่งสัญญาณเตือนผ่านระบบสมาร์ตโฟนแห่งชาติ (Alertswiss) สั่งอพยพประชากรทั้งหมดและสัตว์เลี้ยงออกจากพิกัดอันตรายทันที พร้อมปิดเส้นทางสัญจรด้านล่างล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม
ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวทั้งหมด 300 กว่าชีวิตในหมู่บ้านบลาทเทินไม่มีใครเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนอพยพย้ายไปอยู่ในศูนย์พักพิงที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ทางการแจ้งเตือน
แต่เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นคนเลี้ยงแกะวัย 64 ปี โดยสำนักข่าว SWI swissinfo.ch รายงานว่า ผู้ตายฝ่าฝืนคำสั่งเดินย้อนกลับเข้าไปในทุ่งหญ้าเพื่อตามหาฝูงวัวและแกะ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตอันตรายรอบนอกนอกเหนือจากเขตอพยพหลักในขณะนั้น
เคสของบลาทเทินจึงถูกยกย่องโดยองค์กรเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์แห่งสากล (PreventionWeb) ว่า “เป็นโมเดลการเปลี่ยนผ่านจาก ‘การตั้งรับภัยพิบัติ’ มาเป็น ‘การพยากรณ์ความเสี่ยงเชิงรุก’ ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความสูญเสียจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนได้อย่างยั่งยืนที่สุด”
-เหตุการณ์ธารน้ำแข็งบนที่ราบสูงธารน้ำแข็งเพลน มอร์ต ละลายจนเกือบทะลัก / 5-6 ก.ค. 2025-
-->เทคโนโลยีอัจฉริยะ :
- เซนเซอร์วัดแรงดันอุทกสถิตแบบแช่ในน้ำ : หย่อนจุ่มฝังไว้ก้นทะเลสาบน้ำแข็งเพื่อวัดน้ำหนักและแรงกดดันของน้ำ
- กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง : ติดตั้งบนสมอหินแข็งรอบแอ่ง ซูมจับภาพรอยร้าวของกำแพงกั้นน้ำธรรมชาติแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง
- อุโมงค์ระบายน้ำประดิษฐ์ : อุโมงค์ที่วิศวกรขุดเจาะเตรียมไว้ใต้ชั้นน้ำแข็ง
- ประตูระบายน้ำ : ตัวเปิด-ปิดปากอุโมงค์ระบายน้ำที่ทำงานตามคำสั่งดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง

เหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งระเบิด หรือ GLOF เกิดขึ้น ณ ทะเลสาบฟาร์แวร์จ (Faverges Lake) บนที่ราบสูงธารน้ำแข็งเพลน มอร์ต เมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2025 มีกลไกการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ถอดแบบมาจากโศกนาฏกรรมในแถบเทือกเขาหิมาลัยของเนปาลอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ชนวนเหตุเกิดจากมวลหิมะและธารน้ำแข็งบนยอดเขาละลายตัวในช่วงฤดูร้อนจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดยักษ์ ซึ่งถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงน้ำแข็งและคันดินธรรมชาติที่เป็นเขื่อนชั่วคราวอย่างเปราะบาง และพร้อมจะเอ่อล้นพังทลายทะลักลงไปท่วมทำลายเมืองเลงค์ที่อยู่ตรงหุบเขาปลายน้ำได้ตลอดเวลา
ไม่มีแม้แต่น้ำสักหยด...ที่หล่นไปถึงหมู่บ้านข้างล่าง
สวิตเซอร์แลนด์มีระบบเฝ้าระวังภัยถาวรที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง ‘เซนเซอร์วัดระดับน้ำและแรงดัน’ ฝังไว้ใต้ท้องทะเลสาบน้ำแข็ง ควบคู่กับการใช้กล้องวงจรปิดความละเอียดสูงเพื่อส่งข้อมูลภาพและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเขื่อนธรรมชาติแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง
ทันทีที่เซนเซอร์ส่งสัญญาณเตือนว่าระดับและแรงดันน้ำภายในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับอันตรายขั้นวิกฤต ระบบแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะจึงส่งสัญญาณแจ้งเตือนด่วนไปยังทีมวิศวกรและผู้ควบคุมให้เริ่มเปิดระบบระบายน้ำผ่าน ‘อุโมงค์ประดิษฐ์’(Artificial Drainage Tunnel) ใต้ชั้นน้ำแข็งทันที (ซึ่งเป็นอุโมงค์ระบายน้ำและระบายความดันใต้ชั้นน้ำแข็งที่วิศวกรได้ขุดเจาะเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าก่อนหน้าหนาว)
มวลน้ำมหาศาลจะค่อย ๆ ไหลระบายออกมาอย่างเป็นระบบตามช่องทางควบคุม โดยไม่มีการระเบิดทลายของเขื่อนธรรมชาติจนเกิดคลื่นยักษ์ลงไปสร้างความเสียหายให้แก่ชุมชนและชีวิตของประชาชนด้านล่าง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ
-ธารน้ำแข็งแขวนบนยอดเขาไวส์ฮอร์น อีสต์ ถล่ม / 24 ส.ค.2026-
-->เทคโนโลยีอัจฉริยะ :
- เซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงความถี่สูง : ฝังตามฐานหินใต้ธารน้ำแข็งแขวนเพื่อดักฟังเสียงน้ำแข็งลั่นลึก ๆ ด้านในโครงสร้าง
- ระบบไฟสัญญาณจราจรอัจฉริยะ : ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรและไม้กั้นทางรถไฟอัตโนมัติปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนเป็นสีแดงและสับไม้กั้นลงทันทีเมื่อระบบส่งสัญญาณวิกฤต
- เสารับส่งสัญญาณและระบบดาวเทียม : ชุดอุปกรณ์ส่งผ่านข้อมูลดิจิทัลจากยอดเขาสูงลงมายังศูนย์คอมพิวเตอร์ในเมืองแรนดาโดยไม่ใช้สายเคเบิล
เหตุการณ์ประกาศเตือนภัยขั้นวิกฤตบนยอดเขาไวส์ฮอร์น อีสต์ (Weisshorn East) บริเวณเหนือเทศบาลเมืองรันดา ในรัฐวาเล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของระบบตรวจจับภัยพิบัติความเร็วสูงอย่างเหตุการณ์ธารน้ำแข็งพังถล่มฉับพลัน (Glacier Collapse) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต
ลักษณะทางกายภาพของธารน้ำแข็งแขวน (Hanging Glacier) บนหน้าผาสูงชันของยอดเขาไวส์ฮอร์นนี้ มีโครงสร้างฐานที่พร้อมจะหักสะบั้นและร่วงหล่นลงมาทำลายล้างเส้นทางคมนาคมและชุมชนปลายน้ำได้ตลอดเวลาหากอุณหภูมิโลกพ้นขีดจำกัด ทว่าสิ่งที่ช่วยให้พื้นที่แห่งนี้รอดพ้นจากโศกนาฏกรรมคือ ‘การทำงานของระบบโครงข่ายเรดาร์และเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน (Seismic Sensors) ภาคพื้นดินที่ติดตั้งไว้ถาวร’
เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มวลน้ำแข็งทำลายได้เพียงแค่ภูมิทัศน์รอบนอก
ระบบโครงข่ายเรดาร์และเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนสามารถตรวจวัดแรงดันและการแยกตัวของชั้นน้ำแข็งภายในที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน ทันทีที่ระบบตรวจพบความเร็วในการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งที่เร่งสปีดขึ้นอย่างวิกฤตในช่วงสุดสัปดาห์ (22-23 ส.ค.)
ทางการท้องถิ่นจึงตัดสินใจสั่งยกระดับการเตือนภัยเป็น ‘ระดับ 3’ ทันทีในช่วงก่อนเที่ยงวันจันทร์ (24 ส.ค.) พร้อมเปิดระบบล็อกดาวน์โครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติ โดยสั่งเปลี่ยนไฟจราจรเป็นสีแดง สับไม้กั้นทางรถไฟ และประกาศกั้นเขตอันตรายปิดเส้นทางเดินเขาและทางจักรยานโดยรอบอย่างเด็ดขาด
ในช่วงบ่าย (24 ส.ค.) ได้เกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งหักสะบั้นและร่วงหล่นลงมาอย่างรุนแรงติดต่อกันถึง 2 ครั้งซ้อน และครั้งที่ 3 ในช่วงเย็นเวลา 17.00 - 18.00 น. ซึ่งเป็นการถล่มที่รุนแรงที่สุด แต่เพราะทางการประกาศเตือนภัยล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว มวลน้ำแข็งและหินเหลวเหล่านั้นจึงทำลายได้เพียงแค่ภูมิทัศน์รอบนอก โดยไม่มีนักท่องเที่ยว และชาวเมืองคนใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
(Photo by Fabrice COFFRINI / AFP)





