คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประเมินภัยพิบัติเนปาล-ทิเบตอย่างเร่งด่วน แล้วพบว่า “เหตุการณ์นี้มี ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ มาก่อนแล้ว โดยมีหลักฐานสำคัญคือภาพถ่ายดาวเทียมที่เผยให้เห็นว่า พื้นผิวของธารน้ำแข็งตรงจุดที่พังทลายลงมานั้นเริ่มเปลี่ยนสภาพไปก่อนจะเกิดเหตุ”
รายงานผลการศึกษาเบื้องต้นที่จัดทำโดยกลุ่มเครือข่าววิจัย ‘HiRISK’ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “หากมีการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่ดีกว่านี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้คนงานก่อสร้างหลายร้อยคนต้องติดค้างอยู่ภายในโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำหลายแห่ง หลังจากเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่คร่าชีวิตผู้คนเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมาได้หรือไม่”
จาคอบ สไตเนอร์ นักธรณีวิทยาผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ และที่ปรึกษารัฐบาลเนปาลด้านภัยพิบัติหิมาลัย เปิดเผยกับสำนักข่าว ABC ว่า “ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับคนงานก่อสร้างในพื้นที่นั้น ‘อ่อนแอมาก’”
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งจีนและเนปาลได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นที่สูงจำนวนมากตลอดแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นทางหลวง เขื่อน อุโมงค์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ที่พัดถล่มหุบเขาเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา ในขณะนี้ ยอดผู้สูญหายได้พุ่งทะลุเกิน 4,400 คนแล้ว และมีรายงานผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้แล้วอย่างน้อย 1,000 ราย
ในกลุ่มผู้สูญหายนี้ คาดว่ามีคนงานก่อสร้างชาวเนปาล จีน และอินเดียรวมอยู่ด้วยหลายร้อยคน ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงงานที่กำลังสร้างถนน เขื่อน และขุดอุโมงค์อยู่ตลอดแนวแม่น้ำตริศูลี
สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า...?

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากเนปาลและจีนได้ร่วมประชุมกันที่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยวาระการประชุมที่ฝั่งเนปาลจัดเตรียมไว้นั้น ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันถึงเรื่องภัยน้ำท่วมและอันตรายที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็ง รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังและการตอบโต้ภัยพิบัติ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมต่างเรียกร้องให้มีมาตรการร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบทะเลสาบธารน้ำแข็งอย่างใกล้ชิด และการทำแผนที่ระบุพื้นที่เสี่ยงภัย”
อย่างไรก็ตาม รายงานจากกลุ่ม HiRISK ระบุว่า “จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งในพื้นที่เกิดเหตุเลย...เมื่อพิจารณาจากความเร็วที่พุ่งพล่านของธารน้ำแข็งที่ถล่มลงมาในตอนแรก เวลาในการแจ้งเตือนจากระบบแบบทั่วไปคงจะสั้นมาก และน่าจะไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้คนอพยพได้ทันบริเวณด่านตรวจชายแดนเนปาล-จีนที่จุดผ่านแดนราสุวากาดี (ท่าด่านจี๋หลง)”
“แต่สำหรับพื้นที่ที่อยู่ถัดลงมาทางตอนใต้ (พื้นที่ปลายน้ำ) ซึ่งมีเวลาเตือนภัยล่วงหน้าตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไป หากมีระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเต็มที่ ก็จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้เป็นจำนวนมาก”
— รายงานระบุ
เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์นำภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่เกิดเหตุในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้ามาวิเคราะห์เชิงลึก ก็พบว่า “จริง ๆ แล้วมันมี ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ ชี้ชัดว่าจะเกิดหิมะและธารน้ำแข็งถล่ม โดยหนึ่งในสัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พื้นผิวของธารน้ำแข็งตรงจุดเกิดเหตุเริ่มมีการขยับและเปลี่ยนรูปร่างไปตั้งแต่ก่อนจะถล่มลงมา”
ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า
“มวลน้ำภายในธารน้ำแข็งมีการเคลื่อนตัวเร็วขึ้นผิดปกติก่อนการพังทลาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างภายในกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง และหินรอบ ๆ กำลังสูญเสียความมั่นคง โดยภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ยังเผยให้เห็นว่า น้ำแข็งที่ละลายในบริเวณนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอย่างเห็นได้ชัด”
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบรอยแยกที่เริ่มขยายตัวเข้าไปในชั้นหินลาดชันโดยรอบในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุถล่ม ซึ่งสไตเนอร์ บอกว่า “การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ระบบดาวเทียม จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจพบความเสี่ยงเหล่านี้บนพื้นที่ภูเขาสูงอันกว้างใหญ่และเข้าถึงได้ยาก”
พื้นที่เกิดเหตุแห่งนี้เคยเผชิญภัยพิบัติหินและน้ำท่วมหิมะถล่มมาแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 รวมถึงเคยเกิดเหตุธารน้ำแข็งถล่มจากชนวนเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2015 มาก่อนด้วย
“การที่ภัยพิบัติรุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และต่อเนื่องกันในสถานที่เดิม เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ภัยพิบัติซ้ำซ้อน’ (Multi-hazard events)” สไตเนอร์ แสดงความกังวล
สไตเนอร์ระบุว่า “ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตควรจะเป็นบทเรียนและสัญญาณเตือนภัยที่มากพอแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องถูกตั้งคำถามว่า ‘ทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงมีการเตรียมความพร้อมรับมือน้อยมาก’” พร้อมทั้งทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราจะมาอุทานว่า ‘โอ้มายก็อด ไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย’ ไม่ได้อีกแล้ว”
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเห็นตรงกันว่าการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าในหุบเขาหิมาลัยนั้นมีประโยชน์มาก แต่พวกเขาก็ยอมรับว่าในระดับการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ หรือโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
ด้าน อาร์โนลด์ ดิกซ์ นักธรณีวิทยาและวิศวกรชาวออสเตรเลีย ประเมินว่า “กระแสน้ำป่าน่าจะไหลบ่าด้วยความเร็วสูงกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งจะเหลือเวลาให้ตั้งตัวและตอบโต้เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น...สำหรับคนที่อยู่ในแคมป์คนงานก่อสร้าง เวลาเพียง 10 นาทียังไม่นับว่านานพอที่พวกเขาจะวิ่งหนีจากแคมป์ไปยังอุโมงค์ ซึ่งทนทานต่อแรงน้ำท่วมได้มากกว่าได้ทัน”
(Photo by ARUN SANKAR / AFP)





