การเสียชีวิตของ ดาเรีย ชิปิโลวา นักวิจัยหญิงชาวรัสเซียวัย 28 ปีด้วยโรคปอดบวมปริศนาในห้องแล็บวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งไซบีเรียและฟาร์อีสต์เมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) ที่ผ่านมา กำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลกว่า “หากเชื้อนี้หลุดรอดและแพร่กระจายออกจากห้องแล็บจริง อาจกลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่ควบคุมได้ยาก”
ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า “ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุการตายที่แน่ชัด” แต่ทางการรัสเซียชี้แจงว่า “นักวิจัยหญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมที่ไม่ทราบสาเหตุ” พร้อมปฏิเสธความเชื่อมโยงกับการทำงานที่สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์
“จากข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการในปัจจุบัน ความเสี่ยงที่โรคร้ายนี้จะแพร่ระบาดไปสู่ประชาชนทั่วไปยังคงอยู่ใน ‘ระดับต่ำ’ อย่างไรก็ตาม ทาง WHO จะทำการอัปเดตผลการประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้ง ทันทีที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม”
— โฆษก WHO เปิดเผย
‘กาฬโรคปอด’ (Pneumonic plague) คืออะไร...
‘กาฬโรคปอด’ คือ การติดเชื้อที่ปอดอย่างรุนแรงและพบได้ยาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย ‘เยอร์ซินียา เพสทิส’ (Yersinia pestis) โดยนักวิทยาศาสตร์ต่างจัดให้กาฬโรคปอดสายพันธุ์ปอดนี้ เป็นรูปแบบ ‘การติดเชื้อที่อันตรายและร้ายแรงที่สุด’ ในบรรดากาฬโรคทุกประเภท
นอกจากกาฬโรคปอดแล้ว เชื้อแบคทีเรียเยอร์ซินียา เพสทิส ยังสามารถก่อโรคในรูปแบบอื่นๆ ที่จู่โจมร่างกายแตกต่างกันไป :
- กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยสุด) : เกิดจากหมัดสัตว์กัด หรือเชื้อเข้าทางบาดแผล ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมโตและปวดอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้จะลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้
- กาฬโรคติดเชื้อในกระแสเลือด : เป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยตรง (อาจเกิดจากหมัดกัดโดยตรงได้เช่นกัน) ซึ่งมีอันตรายทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว
- กาฬโรคในลำคอ : เกิดจากการกินเนื้อสัตว์ป่า หรือเนื้อที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป ทำให้เชื้อเข้าจู่โจมที่บริเวณลำคอโดยตรง
หากถามว่ากาฬโรคปอดแพร่กระจายได้อย่างไร...กาฬโรคปอดเป็นกาฬโรคเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง โดยเชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม ยิ่งไปกว่านั้น การสูดดมละอองฝอยจากสัตว์ที่ติดเชื้อก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน
ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ การติดต่อจากคนสู่คนของกาฬโรคปอดครั้งสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1924 ระหว่างการระบาดใหญ่ในนครลอสแอนเจลิส
อาการของกาฬโรคปอดจะแสดงออกอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าไปฝังตัวในปอดจนทำให้เกิดภาวะปอดบวมขั้นรุนแรงและหายใจลำบาก ส่วนอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย...หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา กาฬโรคปอดเกือบจะส่งผลให้เสียชีวิตได้เสมอ (อัตราการตายเกือบ 100%)
แต่โรคนี้รักษาได้...
กาฬโรคปอดรักษาได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน โดยยาที่นิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ :
- ไซโปรฟลอกซาซิน,
- เลโวฟลอกซาซิน,
- ม็อกซิฟลอกซาซิน,
- เจนตามิซิน,
- สเตรปโตไมซิน
ผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะเร็วภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังติดเชื้อจะ ‘มีโอกาสรอดชีวิตสูงที่สุด’ นอกจากนี้ แพทย์อาจให้การรักษาแบบประคับประคองร่วมด้วย เช่น การให้ออกซิเจนเสริม การให้น้ำเกลือ และการให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่
แม้จะมีการใช้ประโยชน์จากวัคซีนป้องกันกาฬโรคมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า “วัคซีนดังกล่าวจะสามารถป้องกัน ‘กาฬโรคปอด’ ได้” ด้วยเหตุนี้ WHO จึงไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับการฉีดวัคซีนนี้ แต่จะจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น เช่น เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ต้องเผชิญหน้าและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา
ทำไม ‘กาฬโรค’...ถึงยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
“คนทั่วไปมักคิดว่ากาฬโรคเป็นเพียงเรื่องโบราณในคัมภีร์ไบเบิล หรือวรรณกรรมประวัติศาสตร์ แต่ความจริงแล้วโรคร้ายนี้ยังไม่เคยหายไปไหน...ในอดีตช่วงศตวรรษที่ 14 เชื้อนี้เคยรู้จักกันในชื่อ ‘Black Death’ และคร่าชีวิตคนยุโรปไปกว่า 50 ล้านคน แม้ปัจจุบัน มนุษย์เราจะมีวิทยาการด้านยาปฏิชีวนะที่ช่วยให้รับมือและรักษาโรคนี้ได้ดีขึ้นมากแล้ว แต่เชื้อกาฬโรคก็ยังคงกระจายอยู่ตามธรรมชาติในทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นเพียงทวีปโอเชียเนียเท่านั้น”
— ดร.ไทเลอร์ เอแวนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ อธิบาย
นับตั้งแต่ช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ผู้ติดเชื้อกาฬโรคส่วนใหญ่มักพบในทวีปแอฟริกา ขณะที่ในสหรัฐฯ ทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) รายงานว่า “เพิ่งพบผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคปอดรายล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่รัฐแอริโซนา โดยเป็นชายหนุ่มที่ติดเชื้อมาจากแมวป่วยที่เขาทำงานด้วย แต่โชคดีที่ไม่มีรายงานว่าผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่นติดเชื้อเพิ่ม
ทั้งนี้ ดร.เอแวนส์ ได้ออกมาเตือนว่า “ความเสี่ยงของกาฬโรคในปัจจุบันกำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จากผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศ ประกอบกับการที่สหรัฐฯ ลดความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการด้านสาธารณสุขลง”
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อดีของกาฬโรคคือเป็นโรคที่ตรวจเจอและตรวจวินิจฉัยได้เร็ว อีกทั้งยาปฏิชีวนะทุกสูตรในปัจจุบันก็ยังคงใช้งานและรักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แล้วโลกเสี่ยง ‘ระบาด’ ซ้ำรอยอดีตไหม?

WHO ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า “ความเสี่ยงที่โรคดังกล่าวจะแพร่ระบาดไปสู่อันตรายต่อประชากรทั่วไปยังคงอยู่ใน ‘ระดับต่ำ’”
“ผู้ป่วยกาฬโรคปอดจะแสดงอาการป่วยอย่างรวดเร็วรุนแรงภายใน 24 ชั่วโมง จนแทบไม่สามารถเดินหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เลย ยิ่งเรื่องการเดินทางไกลจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งการทรุดหนักอย่างรวดเร็วนี้เองที่กลายเป็นข้อดีในการช่วยจำกัดและชะลอการแพร่กระจายของโรค”
— ดร.รูตุล ดาลาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อจากศูนย์การแพทย์ ‘Penn State Health St. Joseph Medical Center’ กล่าว
ดร.ดาลาล เตือนอีกว่า “แน่นอนว่าเราต้องระมัดระวัง และควรตระหนักถึงเรื่องนี้ไว้...โลกของเราตอนนี้เหมือนเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด แต่อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยเผชิญมาอย่างช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์นี้ยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้น และหวังว่าจะยังคงสามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้ต่อไป”
(Photo by Shutterstock / Pickadook)
(ภาพเชื้อแบคทีเรีย ‘เยอร์ซินียา เพสทิส’ (Yersinia pestis) : Photo by Centers for Disease Control and Prevention)





