ปัญญาประดิษฐ์อาจดูเหมือนอยู่บนคลาวด์ที่ลอยในอากาศ แต่ความจริงแล้วทุกคำสั่งที่เราพิมพ์หรือพูดเข้าไป ต้องวิ่งผ่าน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ขนาดมหึมาที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
รายงานล่าสุดของ London School of Economics (LSE) ซึ่งทบทวนคดีภูมิอากาศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2015 จากข้อตกลงปารีส พบว่ามีคดีสะสมมากกว่า 3,600 คดี และหนึ่งในแนวโน้มที่พุ่งขึ้นชัดเจนคือ การฟ้องร้องโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเด็นการใช้น้ำ พลังงาน และมลพิษทางอากาศ
สาระสำคัญคือ ศาลหลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า ทรัพยากรที่มีจำกัดควรถูกจัดสรรให้ดาต้าเซ็นเตอร์มากเพียงใด และการอนุญาตโครงการเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านภูมิอากาศของประเทศหรือไม่

3 สมรภูมิฟ้องร้องดาต้าเซ็นเตอร์
“ชิลี” ศึกชิงน้ำ
กรณีที่ถูกจับตามากที่สุดคือ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google ในกรุงซันติอาโก ประเทศชิลี เมื่อชาวบ้านและเทศบาลท้องถิ่นคัดค้านเพราะกังวลว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะสูบน้ำบาดาลจำนวนมากเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็น ในขณะที่พื้นที่เมืองนั้นกำลังเผชิญภัยแล้ง
แม้ Google จะเสนอเปลี่ยนจากระบบหล่อเย็นด้วยน้ำเป็นแบบใช้อากาศ แต่ศาลสิ่งแวดล้อมยังสั่งให้ทบทวนการประเมินผลกระทบใหม่ทั้งหมด และกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ไม่ใช่อ้างอิงเพียงสถิติฝนและปริมาณน้ำในอดีต นี่ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” กลายเป็นตัวแปรทางกฎหมายโดยตรงในการอนุญาตโครงการของบิ๊กเทค
“ไอร์แลนด์” ศึกชิงไฟฟ้า
ไอร์แลนด์กำลังเผชิญคำถามใหญ่เรื่องพลังงาน ข้อมูลทางสถิติพบว่าปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1 ใน 4 ของการใช้ไฟทั้งประเทศ ทำให้องค์กรสิ่งแวดล้อมอย่าง Friends of the Irish Environment และ ClientEarth ยื่นฟ้องนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปได้หลายปี
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่ง แต่เป็นการเติบโตสะสมของทั้งอุตสาหกรรม ทำส่งผลให้ไอร์แลนด์ติดกับดักการใช้เชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิลจนพลาดเป้าหมายลดคาร์บอนของยุโรป กรณีนี้ศาลจึงถูกขอให้พิจารณาเรื่องที่เดิมเป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบายพลังงาน นั่นคือประเทศควรใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่จำกัดไปกับอะไร?
“สหรัฐฯ” ศึกมลพิษและความเป็นธรรม
ในสหรัฐฯ บริษัทของ Elon Musk อย่าง xAI ถูกฟ้องในรัฐมิสซิสซิปปี จากกรณีใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก๊าซมีเทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายอากาศสะอาด ชุมชนใกล้เคียงซึ่งเป็นคนผิวดำและชนกลุ่มน้อย ระบุว่าโครงการสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพและสะท้อนความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมายสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน และประเด็น “ใครต้องรับภาระมลพิษ” กำลังกลับมาเป็นหัวใจของการถกเถียงในชั้นศาล
ตัวเลขการใช้น้ำอาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่น้ำที่ใช้ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป็นการใช้ “น้ำทางอ้อม” หรือปริมาณน้ำมากมายที่ถูกใช้ในโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยผลการศึกษาของ Lawrence Berkeley National Laboratory ระบุว่า การใช้น้ำทางอ้อมของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐมีแนวโน้มสูงกว่าการใช้น้ำโดยตรงเฉลี่ยถึง 12 เท่า ขณะที่ Meta เปิดเผยว่าบริษัทมีการใช้น้ำทางอ้อมสูงกว่าน้ำทางตรงมากกว่า 20 เท่า
ปัจจุบัน Meta เป็นบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่รายที่เปิดเผยตัวเลขดังกล่าว ส่วน Microsoft, Google และ Amazon ยังรายงานเฉพาะน้ำที่ใช้ภายในศูนย์ข้อมูล ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สิ่งที่สาธารณชนเห็นอาจเป็นเพียง “ปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง”

ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้
คำถามที่หลายคนตั้งขึ้นมาคือ ไทยกำลังเดินซ้ำเส้นทางเดียวกับประเทศเหล่านี้หรือไม่? และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือประเด็นAl Jazeera ตั้งข้อสังเกตบริษัทรับก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เชื่อมโยงครอบครัวนายกฯ ที่อ่านได้ใน SPACEBAR
ข้อมูลด้านการข่าวระบุว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 1.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 17.48% และมีมูลค่า 4.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2025 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รายงานการขอส่งเสริมการลงทุนรวมมูลค่า 1.37 ล้านล้านบาท (ประมาณ 420 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีส่วนแบ่งที่สำคัญและมากกว่าสัดส่วนของการไหลเข้าของเงินทุนการอนุมัติโครงการใหม่และการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 มีการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 28 โครงการ โดย 6 มูลค่ารวม 1,154 ล้านบาท และความจุ IT load รวมที่ประมาณ 740 เมกะวัตต์
เมื่อรัฐบาลกำลังผลักดันให้ไทยเป็น Data Center Hub ของอาเซียน โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เคยเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำในฤดูแล้ง สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale หนึ่งแห่งอาจใช้ไฟฟ้า 100–500 เมกะวัตต์ เทียบเท่าการใช้ไฟของเมืองขนาดกลาง และยังต้องใช้น้ำจำนวนมากสำหรับระบบหล่อเย็น คำถามคือ ไทยได้ประเมินหรือยังว่า หากมีหลายโครงการเกิดขึ้นพร้อมกัน จะกระทบแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าอย่างไร ที่สำคัญ EIA หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของไทยยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องประเมิน การใช้น้ำทางอ้อม ผลกระทบสะสมของหลายโครงการ และความสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero หรือไม่
ใครควรเป็นเจ้าภาพสางปม Data Center ไทย?
หากจะอุดช่องโหว่เรื่องน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบต่อชุมชนอย่างตรงจุด หน่วยงานหลักที่ต้องขยับมี 3 ฝ่าย ประกอบด้วย
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรแก้กฎ EIA ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 20 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องทำ EIA โดยตรง ไม่ให้ตีความเป็นอาคารคลังสินค้าอีกต่อไป
คณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ควรออกค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และกำหนดว่า หากต้องขยายสายส่งหรือสถานีไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการ ผู้ลงทุนต้องเป็นผู้จ่ายทั้งหมด ไม่ผลักภาระเข้าค่า FT ของประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรผูกสิทธิประโยชน์กับมาตรฐานความยั่งยืน เช่น PUE ไม่เกิน 1.3, ระบบหล่อเย็นแบบ Closed-loop และการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่ชัดเจน
คดีดาต้าเซ็นเตอร์อาจเป็น “EIA ยุคใหม่”
บทเรียนจากต่างประเทศ ชี้ว่าการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบรายโครงการอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสิ่งที่ศาลกำลังพิจารณาไม่ใช่แค่ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งเดียว แต่เป็นภาพรวมของระบบพลังงาน น้ำ และคาร์บอนของประเทศ หากรัฐไม่สามารถอธิบายได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดจะใช้ทรัพยากรเท่าไร และจะสอดคล้องกับแผนพลังงานและเป้าหมายภูมิอากาศอย่างไร ความเสี่ยงทางกฎหมายอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในระยะยาว
เวลานี้โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเอา AI หรือไม่” แต่คือ “จะยอมให้ AI เติบโตบนต้นทุนทรัพยากรแบบใด”เพราะเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นผู้ใช้น้ำและไฟฟ้ารายใหญ่ การตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็ไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ ความมั่นคงด้านน้ำ พลังงาน และความเป็นธรรมของสังคมในระยะยาว และผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้เร็วที่สุด หากแต่เป็นประเทศที่สามารถดึงการลงทุนได้พร้อมกับปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องตอบให้ชัดก่อนก้าวสู่การเป็น Data Center Hub ของอาเซียน





