‘ชัชชาติ 2.0’ กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนไปอย่างไร? ถอดแผน 261 นโยบายกรุงเทพฯ เมืองยั่งยืน

29 มิ.ย. 2569 - 16:47

  • ทีมชัชชาติชู 261 นโยบาย ออกแบบจากข้อมูลเชิงสถิติและปัญหาจริง พร้อมเดินหน้าทำงานต่อทันที

  • เชื่อม 4 มิติการพัฒนา คน เมือง เศรษฐกิจ และระบบ สอดรับเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ

  • Circular Bangkok ตั้งเป้าลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว 100 ล้านชิ้น พร้อมผลักดันเมืองคาร์บอนต่ำและเมืองเดินได้

‘ชัชชาติ 2.0’ กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนไปอย่างไร? ถอดแผน 261 นโยบายกรุงเทพฯ เมืองยั่งยืน

จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ขยะพลาสติก น้ำท่วม และเกาะความร้อนในเมือง สู่แผนพัฒนา 261 นโยบายที่ออกแบบบนฐานข้อมูลและปัญหาจริง ครอบคลุม 4 มิติการพัฒนา พร้อมเชื่อม Sustainable Development Goals (SDGs)หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติเพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

green-space-bangkok-sustainable-city-chadchart-261-policies-SPACEBAR-Photo01.jpg

หลัง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อเป็นสมัยที่สอง ทีมชัชชาติเปิดชุดนโยบายใหม่รวม 261 นโยบาย ภายใต้แนวคิด “ออกแบบจากปัญหาจริงและข้อมูลเชิงสถิติ” พร้อมประกาศเดินหน้าทำงานได้ทันที โดยวางโครงสร้างการพัฒนาเมืองไว้ 4 มิติ ได้แก่ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ และระบบมีประสิทธิภาพ

แม้นโยบายครอบคลุมตั้งแต่สาธารณสุข การศึกษา การคมนาคม ไปจนถึงเศรษฐกิจเมือง แต่เมื่อพิจารณาในมิติสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จะพบว่าหลายนโยบายถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ตั้งแต่การลดมลพิษ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการตามกรอบ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

เปลี่ยนจาก “จัดการขยะ” สู่ “ลดการสร้างขยะ”

หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นคือ Bangkok Reduce Bangkok Reuse ลดขยะและส่งเสริมการใช้ซ้ำ โดยที่ผ่านมา กทม. ได้ติดตั้งจุดเติมน้ำสาธารณะแล้วกว่า 2,800 จุด ซึ่งช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้จำนวนมาก

ระยะต่อไป กทม. จะเดินหน้าโครงการ ‘Bangkok Reduce Bangkok Reuse’ เพื่อลดขยะพลาสติก 100 ล้านชิ้น ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่

  • แบนโฟมในโรงเรียนและหน่วยงานสังกัด กทม. ทั้งหมด
  • กำหนด ‘Green Event Protocol’ ให้ทุกงานที่ขอใช้พื้นที่ กทม. ห้ามใช้โฟมและพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง
  • ใช้ Green Procurement และ Zero Waste Standard กับศูนย์อิ่มท้อง ตลาด และพื้นที่ค้าขายที่ กทม. กำกับดูแล
  • บูรณาการหลักสูตรการแยกขยะและการใช้ซ้ำในโรงเรียนสังกัด กทม.
  • ขยายจุดเติมน้ำสาธารณะเพิ่มเป็น 10,000 จุดทั่วเมือง
  • พัฒนาระบบการใช้ภาชนะซ้ำ หรือแก้วกินนี่ เพิ่มจุดล้างภาชนะในศูนย์อิ่มท้องและงานอีเวนต์ของเมือง
  • เปิด ‘Maker + Repair Space’ ให้ประชาชนเข้ามาซ่อมของ สร้างสรรค์ และต่อยอดขยะรีไซเคิลร่วมกัน

พร้อมชูแผน “เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร” ต่อยอดนโยบายไม่เทรวม สู่การ “เปลี่ยนขยะเป็นเงิน” ผ่านระบบศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (Material Recovery Facility) ที่จะทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขยะที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า

สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว กทม.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดเก็บขยะบางส่วน เช่น ขยะเศษอาหาร ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ โดยกทม.จะมีการควบคุมเอกชนที่ดำเนินกิจการเหล่านี้ในมิติต่างๆซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบจัดการปลายทาง ไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง

รับมือเมืองร้อนด้วย “หลังคาสามสี”

อีกหนึ่งนโยบายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือการผลักดันมาตรฐาน “หลังคาสามสี” สำหรับอาคารสาธารณะ และอาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอาคารที่ก่อสร้างใหม่ที่ต้องขออนุญาต EIA ให้ต้องเลือกประเภทหลังคาเพื่อลดความร้อนของเมือง เช่น

  • หลังคาเขียว เช่น มีสวนดาดฟ้า มีการปลูกพืชพรรณต่างๆ
  • หลังคาขาว เป็นการทาสีขาว สีอ่อน หรือสีเย็น (Cool Paint) เพื่อลดการเก็บความร้อนในอาคาร
  • หลังคาโซล่าร์เซลล์ สำหรับอาคารใหม่

พร้อมขยายห้องหลบร้อนให้ครบ 500 แห่ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะอากาศร้อน เช่น โรคลมแดด โดยดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้สะดวกขึ้น

ซึ่งแนวคิดนี้มุ่งลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

green-space-bangkok-sustainable-city-chadchart-261-policies-SPACEBAR-Photo03.jpg

เมืองเดินได้ เมืองจักรยาน ลดการพึ่งพารถยนต์

อีกหนึ่งนโยบายที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนเมือง คือการพัฒนา “เมืองเดินได้” โดยมีแผนพัฒนาทางเดินให้เชื่อมต่อภายในย่าน เพิ่มสกายวอล์ก ขยายความครอบคลุมของทางเดินที่มีหลังคาคลุม และพัฒนาทางเดินริมน้ำ เพื่อให้การสัญจรของประชาชนสะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมระเบียงจักรยาน (Bicycle Corridor) ในย่านศักยภาพที่เข้าถึงได้สะดวก พร้อมขยายพื้นที่จอดจักรยานเพื่อความสะดวกในทุกการเชื่อมต่อ โดยตั้งเป้าติดตั้งโครงจอดเพิ่มอีก 850 ชุด จากเดิมที่มีอยู่ 4,888 ชุด รวมเป็นกว่า 5,500 ชุด ซึ่งจะช่วยรองรับจักรยานได้มากกว่า 48,000 คัน รวมถึงขยายบริการ Bike Sharing เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน ควบคู่ไปกับการพลิกโฉมพื้นที่ใต้สะพานลอยและจุดตัดสถานีขนส่งมวลชนให้กลายเป็นจุดจอดจักรยานที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยสำหรับทุกคน

เพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศเมือง

ในหมวดเมืองน่าอยู่ ยังมีนโยบายด้านพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การเพิ่มสวนป่าล้อมเมือง การขยายพื้นที่สีเขียว และการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติในเมือง ควบคู่กับนโยบายด้านอากาศสะอาด เมืองคาร์บอนต่ำ การจัดการน้ำเสีย น้ำท่วม และการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งถูกจัดวางไว้เป็นหมวดเฉพาะของแผนพัฒนาเมือง

ทั้งนี้ กทม.ยังมีแผนสนับสนุน “สวนผักชุมชนครบวงจร” ให้ครบทั้ง 50 เขต จำนวน 1,000 แปลง โดยต่อยอดพื้นที่สวนผักชุมชนเดิม พัฒนาพื้นที่ว่าง สวน 15 นาทีที่มีศักยภาพ และพื้นที่สาธารณะให้เป็นทั้งแหล่งปลูกผักสวนครัวปลอดภัยของคนในชุมชน และพื้นที่จัดการขยะเศษอาหารเพื่อผลิตปุ๋ยหมุนเวียนกลับสู่แปลงผัก พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกผักในเมือง การแปรรูปอาหาร และการจัดการขยะอินทรีย์ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดปริมาณขยะ สร้างระบบอาหารหมุนเวียนระดับชุมชน และทำให้คนในพื้นที่มีทั้งสุขภาพที่ดีและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งไปพร้อมกัน

ปลูกพลเมืองแห่งความยั่งยืน

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐาน ทีมชัชชาติยังวางแผนต่อยอดหลักสูตรมหานครแห่งความยั่งยืน (SDGs) ให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โภชนาการ และความเป็นพลเมืองโลก ผ่านการเรียนรู้จากชุมชนและปัญหาจริง โดยใช้เมืองเป็นห้องเรียน

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างสวนหรือปลูกต้นไม้ แต่รวมถึงการสร้างความรู้และพฤติกรรมใหม่ของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

green-space-bangkok-sustainable-city-chadchart-261-policies-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การออกแบบเมืองแห่งอนาคต

หากพิจารณาภาพรวม นโยบายสิ่งแวดล้อมในสมัยที่สองของทีมชัชชาติไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม หรือขยะ แต่พยายามเชื่อมโยงประเด็นด้านภูมิอากาศ การใช้พลังงาน การคมนาคม การออกแบบอาคาร การจัดการทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ Policy Coherence ที่องค์การสหประชาชาติผลักดัน เพื่อให้การพัฒนาเมืองสามารถตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในระดับเมือง

ทั้ง 261 นโยบาย จึงเหมือนการวาง “พิมพ์เขียว” ของกรุงเทพฯ ในมิติความยั่งยืนอีก 4 ปีข้างหน้า ที่พร้อมเดินหน้าต่อได้ทันที ครอบคลุมการพัฒนา 4 มิติ ได้แก่ คน เมือง เศรษฐกิจ และระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการสร้างเมืองที่รับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากผลักดันได้ตามเป้าหมาย กรุงเทพฯ อาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นมหานครที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการพัฒนาที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังมีโอกาสก้าวสู่การเป็น “มหานครที่ยั่งยืน” ส่วนผลลัพธ์จะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน...ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำ

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์