บทวิเคราะห์จากเวทีเศรษฐกิจโลกครั้งนี้กำลังส่งสัญญาญเตือนว่า “เอลนีโญ” รอบใหม่ไม่ใช่แค่ภัยแล้ง แต่ขยายวงกว้างกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดอาหารโลก ดันราคาสินค้าเกษตรหลักพุ่ง 10–50% และส่งแรงกระแทกถึงครัวเรือนไทยผ่าน “ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล และกาแฟ”
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเป็นหนึ่งในรอบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ขณะที่บทวิเคราะห์ล่าสุดของเวทีเศรษฐกิจโลก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า หากความร้อนสะสมในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับที่สื่อเรียกกันว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) โลกอาจเผชิญ “ภาวะช็อกราคาอาหาร” (Global food price shock) ที่ส่งผลตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง
จุดสำคัญคือ รอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่ซ้อนทับกับภาวะขาดแคลนปุ๋ย เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน และอาจผลักระบบอาหารโลกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เข้าใกล้จุดวิกฤต
เอลนีโญรอบนี้ต่างจากเดิมอย่างไร?
World Economic Forum อธิบายว่าเอลนีโญเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรภูมิอากาศตามธรรมชาติ เกิดจากลมสินค้าอ่อนกำลังและกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้น แต่หากเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ความรุนแรงอาจทำลายสถิติเดิม และกระทบต่อผลกำไรของเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร และผู้ค้าปลีกทั่วโลก
นักพยากรณ์คาดว่า ความผิดปกติของสภาพอากาศจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2569 รุนแรงที่สุดในช่วงฤดูหนาว และค่อยๆ อ่อนกำลังลงในช่วงกลางปี 2570 แต่ผลกระทบเชิงระบบอาจยืดเยื้อไปถึงฤดูเพาะปลูกถัดไป ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาสินค้าอาหารได้รับผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2571
ระบบอาหารโลกพึ่งพาพืชแค่ 4 ชนิด
หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดของรายงานคือ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ให้พลังงานมากกว่า 60% ของแคลอรีทั้งหมดที่มนุษย์บริโภคทั่วโลก
ในภาวะปกติ หากประเทศหนึ่งผลผลิตลดลง ประเทศอื่นยังสามารถชดเชยได้ แต่เอลนีโญระดับโลกสามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Teleconnections หรือการเกิดความผิดปกติของสภาพอากาศพร้อมกันหลายทวีป เช่น เอเชียแห้งแล้ง ออสเตรเลียร้อนจัด และบางส่วนของอเมริกาใต้เผชิญฝนผิดฤดูกาล
เมื่อหลายภูมิภาคเสียหายพร้อมกัน จะเกิด Correlated crop failure หรือการล้มเหลวของผลผลิตแบบเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าการเกิดภัยแล้งเฉพาะพื้นที่ เพราะตลาดโลกจะไม่มีแหล่งผลผลิตสำรองเพียงพอ และราคาจะส่งผ่านถึงผู้บริโภคโดยตรง

พืชและสัตว์ได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน
“อุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่ลดลงทำให้พืชเกิดความเครียดจากความร้อน (Heat stress) ส่งผลต่อทุกช่วงสำคัญของการเจริญเติบโต ตั้งแต่การงอก การผสมเกสร การสร้างเมล็ด ไปจนถึงเวลาที่ผลผลิตสุกแก่”
— รายงาน ระบุ
ในกรณีรุนแรง ภัยแล้งยาวนานอาจทำให้ระบบรากล้มเหลวและดินสูญเสียโครงสร้างจนกลายเป็นพื้นที่ฝุ่นคล้าย Dust Bowl แม้จะเคยเป็นพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ก็ตาม
ด้านปศุสัตว์ โคมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมเฉพาะตัว หากอากาศร้อนเกินไปจะกินอาหารลดลงและโตช้าลง ส่วนโคนมมีความอ่อนไหวมากกว่า โดยความร้อนเพียงวันเดียวอาจทำให้ผลผลิตนมลดลงได้ถึง 10% และคุณภาพนมลดลงด้วย ขณะที่สัตว์ปีกมีความเสี่ยงเสียชีวิตหากเผชิญอุณหภูมิสูงมาก
ราคาข้าว กาแฟ และน้ำมันปาล์มอาจพุ่งแรง
ครั้งนี้ World Economic Forum เตือนว่าเพราะอาหารเป็นสิ่งจำเป็น ความต้องการจึงไม่ยืดหยุ่นต่อราคา แม้อุปทานจะลดลงเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยรายงานประเมินว่า
- สินค้าเกษตรหลักอาจปรับขึ้น 10–50%
- ข้าว น้ำมันปาล์ม อ้อย และกาแฟ อาจพุ่ง 50–100% หรือมากกว่า
ประเด็นสำคัญคือ วิกฤตรอบนี้อาจเป็นการขึ้นราคาพร้อมกันหลายหมวดสินค้า ไม่ใช่แค่สินค้าชนิดเดียวเหมือนในอดีต ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเปลี่ยนไปซื้อสินค้าอื่นทดแทนได้ง่าย
ไทยเกี่ยวอะไร?
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะไทยเป็นทั้งผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก และประเทศที่ครัวเรือนยังใช้จ่ายด้านอาหารในสัดส่วนสูง
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกข้าวประมาณ 9.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศผู้ผลิตข้าวหลายแห่งในเอเชียเผชิญภัยแล้งพร้อมกัน ราคาข้าวโลกจะสูงขึ้นทันที และมีโอกาสส่งผ่านมาถึงราคาข้าวสารในประเทศ
ดังนั้น สินค้าที่คนไทยควรจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่
- ข้าว เสี่ยงได้รับผลกระทบจากทั้งผลผลิตในประเทศและราคาตลาดโลก
- น้ำมันปาล์ม ภัยแล้งอาจทำให้ผลปาล์มออกน้อยลง ขณะที่ความต้องการยังสูง
- น้ำตาล อ้อยเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อฝนทิ้งช่วง
- กาแฟ พื้นที่ปลูกทางภาคเหนือเสี่ยงต่ออุณหภูมิสูงและฝนแปรปรวน

ความเสี่ยงใหญ่คือ “มาตรการห้ามส่งออก”
World Economic Forum ชี้ว่าหากผลผลิตข้าวลดลงมาก รัฐบาลประเทศผู้ส่งออกหลัก เช่น อินเดีย เวียดนาม และไทย อาจพิจารณาจำกัดหรือห้ามส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ แบบที่เคยมีบทเรียนจากวิกฤตราคาอาหารโลกปี 2550–2551 ซึ่งครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่ามาตรการลักษณะนี้สามารถดันราคาให้พุ่งแรงกว่าที่ผลผลิตลดลงจริงหลายเท่า เพราะตลาดเกิดความตื่นตระหนกและเร่งกักตุนสินค้า
สำหรับประเทศไทยนี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้ชาวนา ราคาข้าวในประเทศ และบทบาทของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก
บริษัทอาหารโลกเริ่มเปลี่ยนเกม
รายงานยังสะท้อนว่า บริษัทอาหารขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต” ไปสู่การสร้าง ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ล่วงหน้า
Nestlé ลงทุนวิจัยพันธุ์กาแฟโรบัสต้าทนแล้งในโกตดิวัวร์ และพบว่าการใช้พันธุ์ผสม 6 สายพันธุ์สามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงสุดถึง 86% พร้อมเพิ่มความทนทานต่อภัยแล้ง ก่อนนำไปแจกจ่ายให้สหกรณ์เกษตรกรผ่านโครงการ Nescafé Plan
ขณะที่ Unilever กำลังขยายแนวทาง เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ในห่วงโซ่อุปทานถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม ข้าว และชา โดยโครงการนำร่องใน 11 ประเทศ เริ่มให้ผลด้านเสถียรภาพผลผลิต การจัดการน้ำ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สัญญาณที่คนไทยควรติดตาม
ในอีก 6–12 เดือนข้างหน้า ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่
- ปริมาณฝนช่วง ก.ค.–ก.ย. 2569
- ระดับน้ำในเขื่อนหลักช่วงปลายฤดูฝน
- ราคาข้าวส่งออกไทย
- ราคาน้ำมันปาล์มดิบและกาแฟในตลาดโลก
หากตัวแปรเหล่านี้ปรับขึ้นพร้อมกัน จะเป็นสัญญาณว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะ “Climate Inflation” หรือภาวะเงินเฟ้อจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งราคาอาหารจะผันผวนสูงและยืดเยื้อหลายฤดูกาล ไม่ใช่เพียงการขึ้นราคาแบบชั่วคราว

ท้ายที่สุด แม้ว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรของโลก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบกลับทวีความรุนแรง ยืดเยื้อ และค่อยๆ ลุกลามเป็นความเสี่ยงด้านน้ำ ดิน พืชผล ระบบอาหาร ก่อนจะย้อนกลับมากระทบผู้คนผ่าน “เงินในกระเป๋า” จากกลไกราคาอาหารจานธรรมดาในชีวิตประจำวัน
สำหรับประเทศไทย ความย้อนแย้งสำคัญคือ แม้เราจะเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลายชนิดเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะปลอดภัยจากความผันผวนของราคา เพราะในโลกที่ตลาดอาหารเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ภัยแล้งที่เกิดขึ้นไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถส่งแรงสะเทือนกลับมาถึงครัวเรือนไทยได้เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่การปรับตัวต่อ Climate Change ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือเกษตรกร แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ค่าครองชีพ และอนาคตเศรษฐกิจของคนไทยทุกคน





