‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าต้นทุนอาหาร กระทบค่าครองชีพคนไทยยาวถึงปี 2571

21 ก.ค. 2569 - 08:58

  • World Economic Forum ประเมินราคาอาหารโลกอาจพุ่ง 10–50% จากผลผลิตที่เสียหายพร้อมกันหลายทวีป

  • “ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล กาแฟ” อยู่ในกลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง กระทบโดยตรงกับครัวเรือนไทย

  • นักวิเคราะห์เตือนโลกเข้าสู่ยุค “Climate Inflation” ความผันผวนของภูมิอากาศกลายเป็นต้นทุนถาวรระบบอาหาร

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เขย่าต้นทุนอาหาร กระทบค่าครองชีพคนไทยยาวถึงปี 2571

บทวิเคราะห์จากเวทีเศรษฐกิจโลกครั้งนี้กำลังส่งสัญญาญเตือนว่า “เอลนีโญ” รอบใหม่ไม่ใช่แค่ภัยแล้ง แต่ขยายวงกว้างกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดอาหารโลก ดันราคาสินค้าเกษตรหลักพุ่ง 10–50% และส่งแรงกระแทกถึงครัวเรือนไทยผ่าน “ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล และกาแฟ”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเป็นหนึ่งในรอบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ขณะที่บทวิเคราะห์ล่าสุดของเวทีเศรษฐกิจโลก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า หากความร้อนสะสมในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับที่สื่อเรียกกันว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) โลกอาจเผชิญ “ภาวะช็อกราคาอาหาร” (Global food price shock) ที่ส่งผลตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

จุดสำคัญคือ รอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่ซ้อนทับกับภาวะขาดแคลนปุ๋ย เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน และอาจผลักระบบอาหารโลกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เข้าใกล้จุดวิกฤต

เอลนีโญรอบนี้ต่างจากเดิมอย่างไร?

World Economic Forum อธิบายว่าเอลนีโญเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรภูมิอากาศตามธรรมชาติ เกิดจากลมสินค้าอ่อนกำลังและกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้น แต่หากเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ความรุนแรงอาจทำลายสถิติเดิม และกระทบต่อผลกำไรของเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร และผู้ค้าปลีกทั่วโลก

นักพยากรณ์คาดว่า ความผิดปกติของสภาพอากาศจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2569 รุนแรงที่สุดในช่วงฤดูหนาว และค่อยๆ อ่อนกำลังลงในช่วงกลางปี 2570 แต่ผลกระทบเชิงระบบอาจยืดเยื้อไปถึงฤดูเพาะปลูกถัดไป ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาสินค้าอาหารได้รับผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2571

ระบบอาหารโลกพึ่งพาพืชแค่ 4 ชนิด

หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดของรายงานคือ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ให้พลังงานมากกว่า 60% ของแคลอรีทั้งหมดที่มนุษย์บริโภคทั่วโลก

ในภาวะปกติ หากประเทศหนึ่งผลผลิตลดลง ประเทศอื่นยังสามารถชดเชยได้ แต่เอลนีโญระดับโลกสามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Teleconnections หรือการเกิดความผิดปกติของสภาพอากาศพร้อมกันหลายทวีป เช่น เอเชียแห้งแล้ง ออสเตรเลียร้อนจัด และบางส่วนของอเมริกาใต้เผชิญฝนผิดฤดูกาล

เมื่อหลายภูมิภาคเสียหายพร้อมกัน จะเกิด Correlated crop failure หรือการล้มเหลวของผลผลิตแบบเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าการเกิดภัยแล้งเฉพาะพื้นที่ เพราะตลาดโลกจะไม่มีแหล่งผลผลิตสำรองเพียงพอ และราคาจะส่งผ่านถึงผู้บริโภคโดยตรง

green-space-super-el-nino-climate-inflation-food-cost-thailand-2571-SPACEBAR-Photo01.png

พืชและสัตว์ได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน

“อุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่ลดลงทำให้พืชเกิดความเครียดจากความร้อน (Heat stress) ส่งผลต่อทุกช่วงสำคัญของการเจริญเติบโต ตั้งแต่การงอก การผสมเกสร การสร้างเมล็ด ไปจนถึงเวลาที่ผลผลิตสุกแก่”

รายงาน ระบุ

ในกรณีรุนแรง ภัยแล้งยาวนานอาจทำให้ระบบรากล้มเหลวและดินสูญเสียโครงสร้างจนกลายเป็นพื้นที่ฝุ่นคล้าย Dust Bowl แม้จะเคยเป็นพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ก็ตาม

ด้านปศุสัตว์ โคมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมเฉพาะตัว หากอากาศร้อนเกินไปจะกินอาหารลดลงและโตช้าลง ส่วนโคนมมีความอ่อนไหวมากกว่า โดยความร้อนเพียงวันเดียวอาจทำให้ผลผลิตนมลดลงได้ถึง 10% และคุณภาพนมลดลงด้วย ขณะที่สัตว์ปีกมีความเสี่ยงเสียชีวิตหากเผชิญอุณหภูมิสูงมาก

ราคาข้าว กาแฟ และน้ำมันปาล์มอาจพุ่งแรง

ครั้งนี้ World Economic Forum เตือนว่าเพราะอาหารเป็นสิ่งจำเป็น ความต้องการจึงไม่ยืดหยุ่นต่อราคา แม้อุปทานจะลดลงเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยรายงานประเมินว่า

  • สินค้าเกษตรหลักอาจปรับขึ้น 10–50%

  • ข้าว น้ำมันปาล์ม อ้อย และกาแฟ อาจพุ่ง 50–100% หรือมากกว่า

ประเด็นสำคัญคือ วิกฤตรอบนี้อาจเป็นการขึ้นราคาพร้อมกันหลายหมวดสินค้า ไม่ใช่แค่สินค้าชนิดเดียวเหมือนในอดีต ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเปลี่ยนไปซื้อสินค้าอื่นทดแทนได้ง่าย

ไทยเกี่ยวอะไร?

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะไทยเป็นทั้งผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก และประเทศที่ครัวเรือนยังใช้จ่ายด้านอาหารในสัดส่วนสูง

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกข้าวประมาณ 9.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศผู้ผลิตข้าวหลายแห่งในเอเชียเผชิญภัยแล้งพร้อมกัน ราคาข้าวโลกจะสูงขึ้นทันที และมีโอกาสส่งผ่านมาถึงราคาข้าวสารในประเทศ

ดังนั้น สินค้าที่คนไทยควรจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

  1. ข้าว เสี่ยงได้รับผลกระทบจากทั้งผลผลิตในประเทศและราคาตลาดโลก

  2. น้ำมันปาล์ม ภัยแล้งอาจทำให้ผลปาล์มออกน้อยลง ขณะที่ความต้องการยังสูง

  3. น้ำตาล อ้อยเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อฝนทิ้งช่วง

  4. กาแฟ พื้นที่ปลูกทางภาคเหนือเสี่ยงต่ออุณหภูมิสูงและฝนแปรปรวน

green-space-super-el-nino-climate-inflation-food-cost-thailand-2571-SPACEBAR-Photo02.png

ความเสี่ยงใหญ่คือ “มาตรการห้ามส่งออก”

World Economic Forum ชี้ว่าหากผลผลิตข้าวลดลงมาก รัฐบาลประเทศผู้ส่งออกหลัก เช่น อินเดีย เวียดนาม และไทย อาจพิจารณาจำกัดหรือห้ามส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ แบบที่เคยมีบทเรียนจากวิกฤตราคาอาหารโลกปี 2550–2551 ซึ่งครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่ามาตรการลักษณะนี้สามารถดันราคาให้พุ่งแรงกว่าที่ผลผลิตลดลงจริงหลายเท่า เพราะตลาดเกิดความตื่นตระหนกและเร่งกักตุนสินค้า

สำหรับประเทศไทยนี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้ชาวนา ราคาข้าวในประเทศ และบทบาทของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก

บริษัทอาหารโลกเริ่มเปลี่ยนเกม

รายงานยังสะท้อนว่า บริษัทอาหารขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต” ไปสู่การสร้าง ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ล่วงหน้า

Nestlé ลงทุนวิจัยพันธุ์กาแฟโรบัสต้าทนแล้งในโกตดิวัวร์ และพบว่าการใช้พันธุ์ผสม 6 สายพันธุ์สามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงสุดถึง 86% พร้อมเพิ่มความทนทานต่อภัยแล้ง ก่อนนำไปแจกจ่ายให้สหกรณ์เกษตรกรผ่านโครงการ Nescafé Plan

ขณะที่ Unilever กำลังขยายแนวทาง เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ในห่วงโซ่อุปทานถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม ข้าว และชา โดยโครงการนำร่องใน 11 ประเทศ เริ่มให้ผลด้านเสถียรภาพผลผลิต การจัดการน้ำ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สัญญาณที่คนไทยควรติดตาม

ในอีก 6–12 เดือนข้างหน้า ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

  1. ปริมาณฝนช่วง ก.ค.–ก.ย. 2569
  2. ระดับน้ำในเขื่อนหลักช่วงปลายฤดูฝน
  3. ราคาข้าวส่งออกไทย
  4. ราคาน้ำมันปาล์มดิบและกาแฟในตลาดโลก


หากตัวแปรเหล่านี้ปรับขึ้นพร้อมกัน จะเป็นสัญญาณว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะ “Climate Inflation” หรือภาวะเงินเฟ้อจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งราคาอาหารจะผันผวนสูงและยืดเยื้อหลายฤดูกาล ไม่ใช่เพียงการขึ้นราคาแบบชั่วคราว

The-government-is-preparing-water-management-plans-to-cope-with-El Nino-and-to-take-care-of-the-public-SPACEBAR-Thumbnai.jpg

ท้ายที่สุด แม้ว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรของโลก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบกลับทวีความรุนแรง ยืดเยื้อ และค่อยๆ ลุกลามเป็นความเสี่ยงด้านน้ำ ดิน พืชผล ระบบอาหาร ก่อนจะย้อนกลับมากระทบผู้คนผ่าน “เงินในกระเป๋า” จากกลไกราคาอาหารจานธรรมดาในชีวิตประจำวัน

สำหรับประเทศไทย ความย้อนแย้งสำคัญคือ แม้เราจะเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลายชนิดเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะปลอดภัยจากความผันผวนของราคา เพราะในโลกที่ตลาดอาหารเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ภัยแล้งที่เกิดขึ้นไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถส่งแรงสะเทือนกลับมาถึงครัวเรือนไทยได้เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่การปรับตัวต่อ Climate Change ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือเกษตรกร แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ค่าครองชีพ และอนาคตเศรษฐกิจของคนไทยทุกคน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์