ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีคลิปหนึ่งกลายเป็นไวรัลและประเด็นถกเถียงกันในอินโดนีเซีย เมื่อเจ้าของยิมแห่งหนึ่งในเมืองอูบุดเชิญนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล 3 คนออกจากร้านหลังจากมีปากเสียงกัน
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากการมีปากเสียงกันทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิเสธการให้บริการคือ ถ้อยคำที่เจ้าของยิมใช้ แทนที่จะอ้างถึงสัญชาติเพียงอย่างเดียว เขาเจาะจงปฏิเสธนักท่องเที่ยวด้วยเหตุผลเรื่องการเกณฑ์ทหาร
ช่วงหหนึ่งของคลิปเจ้าของร้านถามนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ว่า “คุณเป็นทหารในกองทัพอิสราเอล (IDF) หรือเปล่า เพราะมันหมายความว่าคุณสังหารเด็ก ถ้าใช่ ผมจะไม่คุยเรื่องนั้น คุณไม่มีสิทธิ์อยู่ในประเทศนี้ด้วยซ้ำ และจงขอบคุณเถอะ เพราะผมจะไม่แจ้งตำรวจ” และว่า นักท่องเที่ยว 3 คนนี้เข้าอินโดนีเซียมาด้วยพาสปอร์ตอื่น
อย่างไรก็ดี การอ้างว่าเคยรับราชการในกองทัพอิสราเอลเป็นเพียงข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้บอกกับเจ้าของยิมเองเท่านั้น ไม่มีเอกสาร เครื่องแบบ หรือการตรวจสอบจากบุคคลที่สามใดๆ มายืนยัน และยังไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบประวัติทางทหารของชายทั้งสามคน
หลังจากคลิปกลายเป็นไวรัล เจ้าของยิมคนดังกล่าวโพสต์คลิปชี้แจงจุดเริ่มต้นของการมีปากเสียงกับนักท่องเที่ยวว่า ผู้ชายทั้งสามคนเข้าไปในยิม โดยหนึ่งในสามนั้นแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับพนักงาน
เจ้าของยิมเผยว่า “เมื่อผมถาม พวกเขาบอกว่าเป็นชาวอิสราเอล ผมเลยบอกว่า เราไม่ให้บริการชาวอิสราเอล และเราก็ไม่ให้บริการใครก็ตามที่หยาบคายกับพนักงานของเรา คุณต้องเคารพคนท้องถิ่นที่ทำงานหนัก”
เจ้าของยิมเล่าว่า นักท่องเที่ยวทั้งสามคนได้ให้คะแนนรีวิวหนึ่งดาวบนกูเกิลไม่นานหลังจากที่เขาขอให้พวกเขาออกไป โดยกล่าวหาว่า เหยียดเชื้อชาติและอ้างว่าการปฏิเสธนั้นมีแรงจูงใจทางศาสนา
“ผมบอกว่ามันเกี่ยวกับชาวอิสราเอลและกองทัพอิสราเอล ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่พวกเขายังคงพยายามทำให้มันเป็นเรื่องศาสนา โชคดีที่เราบันทึกทุกอย่างไว้ เพราะผมรู้ว่าพวกเขาจะโกหก” เจ้าของยิมเล่า
ขณะนี้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่กำลังตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านและการคว่ำบาตรจากนานาชาติต่อบุคลากรของกองทัพอิสราเอล จากกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อิสราเอลลงมืออยู่ในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์
วิดีโอดังกล่าวแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง รวมทั้งในช่องของสำนักข่าว Al Jazeera และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้มีทั้งทั้งคำชมเชยสำหรับการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ และการโจมตีด้วยการรีวิวเชิงลบต่อยิมที่เกิดเหตุโดยบัญชีผู้ใช้ที่สนับสนุนอิสราเอล
ทั้งนี้ อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมากที่สุดในโลก ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตหรือทางการเมืองอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล และผู้ถือหนังสือเดินทางอิสราเอลต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าประเทศอย่างเข้มงวด โดยที่ทางการอินโดนีเซียยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่สนับสนุนปาเลสไตน์มาโดยตลอด และเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาโดยทันทีหลายครั้ง
แม้ว่าบาหลีจะมีชื่อเสียงด้านการต้อนรับขับสู้ แต่ในช่วงไม่นานมานี้ทางการท้องถิ่นและผู้ประกอบการธุรกิจตรวจสอบพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและการเคารพประเพณีและแรงงานท้องถิ่นเข้มงวดมากขึ้น หลังนักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายครั้ง






