อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ทำให้เกิดฝนในประเทศไทย ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและกัมพูชาด้วย โดยหน่วยกู้ภัยเมียนมาระบุว่า เหตุน้ำท่วมหนักและดินถล่มในพื้นที่กว่า 60 หมู่บ้านของภูมิภาคตะนาวศรีทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย สูญหายอีกราว 30 คน
ในจำนวนผู้เสียชีวิต มีวัยรุ่น 3 คนที่อยู่ภายในบริเวณวัดแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนถูกดินถล่มซัดพัดไปพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้าน
ภูมิภาคตะนาวศรีและทวายของเมียนมามีฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันศุกร์ (25 ก.ย.)
ขณะนี้ทางการเมียนมายังไม่เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัส ไม่เพียงแค่จากความรุนแรงของน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรอีกด้วย นี่คือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ความขัดแย้ง”

เมียว มิน ประธานกลุ่มอาสาสมัคร Dawei Zabuthiri Emergency Medical Service บอกว่า บางหมู่บ้านเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท่านั้น และทีมให้ความช่วยเหลือพบชาวบ้านหลายร้อยคนต้องละทิ้งบ้านเรือนเพื่อไปพักพิงในศูนย์พักพิงภายในวัด ส่วนเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็ยังไม่สามารถลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่
กลุ่มสหภาพแห่งชาติทวายเผยว่า มีบ้านเรือนกว่า 50 กลัง และสะพานอีก 8 แห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและดินถล่ม ทางกลุ่มยังออกคำเตือนให้ประชาชนอพยพจากพื้นที่อันตรายให้เร็วที่สุดเนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุดินถล่ม และให้ระมัดระวังอันตรายจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สงคราม
กรมอุตุนิยมวิทยาเมียนมาประกาศว่า หย่อมความกดอากาศต่ำในพื้นที่ตะนาวศรีอาจเคลื่อนตัวไปทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือภายใน 24 ชั่วโมงนับจากเช้าวันที่ 28 ก.ย. และอาจทวีกำลังเป็นพายุดีเปรสชัน
ตามข้อมูลขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Germanwatch เมียนมาซึ่งมีประชากรราว 51 ล้านคน ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังได้รับผลกระทบจากการถูกตัดลดงบประมาณช่วยเหลือครั้งใหญ่ สืบเนื่องจากการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่สั่งลดงบประมาณด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลสหรัฐฯ ลง

ส่วนในกัมพูชาน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อครอบครัวเกือบ 17,000 ครอบครัวใน 10 จังหวัดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 ก.ย.) ทำให้ประชาชนกว่า 2,000 คนต้องอพยพ ขณะที่ทางการยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเนื่องจากมีการพยากรณ์ว่า จะมีฝนตกในหลายพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงวันพุธ (30 ก.ย.)
คณะกรรมการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดกระแจะ ตะโบงขมุม กำปงจาม กำปงธม พระตะบอง ไพลิน โพธิสัตว์ พระวิหาร เสียมเรียบ และบันเตียเมียนเจย
ทางการกัมพูชาระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมมีสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยระดับน้ำที่สถานีตรวจวัดหลักส่วนใหญ่ตลอดแนวแม่น้ำโขงยังคงต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
หน่วยงานต่างๆ ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านการเดินทาง การอพยพ และการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่มีการคาดการณ์ว่า จะมีฝนตก พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศต่อเนื่องไปจนถึงวันพุธ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้หากยังคงมีฝนตกหนัก





