รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ออง เย คุง เปิดเผยว่า “สิงคโปร์เตรียมสนับสนุนการพัฒนาและผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด ‘mRNA’ รุ่นใหม่ในประเทศ เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความพร้อมรับมือโรคระบาดใหญ่ และช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตโรคติดต่อร้ายแรงในอนาคต”
กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ตั้งเป้าจับมือกับ ‘Hilleman Laboratories’ องค์กรวิจัยการแพทย์ที่มีสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาวัคซีนชนิด mRNA ตัวใหม่นี้ขึ้นมา
เทคโนโลยีวัคซีน mRNA นี้ เคยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรกในยุคโควิด-19 และกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยสกัดการแพร่ระบาดของโรคในครั้งนั้นเอาไว้ได้
ออง เย คุง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Straits Times ว่า “วัคซีนชนิด mRNA มีความยืดหยุ่นสูงและผลิตได้เร็วกว่าแบบดั้งเดิม จึงเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการสกัดโรคระบาดรุนแรง”
“สิงคโปร์จำเป็นต้องเริ่มผลิตวัคซีนพื้นฐานที่จำเป็นอย่าง ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่’ ตั้งแต่ในช่วงเวลาปกติ เพื่อเป็นการเดินสายพานและอุ่นเครื่องโรงงานให้มีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการปั๊มวัคซีนสูตรใหม่ขึ้นมาสู้ทันทีหากเกิดวิกฤตโรคระบาดในอนาคต”
— ออง เย คุง อธิบายแผนยุทธศาสตร์
ออง เย คุง ยอมรับตามตรงว่า “ปัจจุบัน สิงคโปร์มีความพร้อมรับมือโรคระบาดใหญ่เพียง 50% เท่านั้น และยังคงมีงานสำคัญอีกมากที่ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพด้านวัคซีนที่เป็นหัวใจหลักในการอุดรอยรั่วนี้...ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจำเป็นต้องสร้างศักยภาพในการพัฒนาและผลิตวัคซีนขึ้นมาเอง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะหากเกิดการระบาดใหญ่ครั้งต่อไปจากเชื้อโรคปริศนาอย่าง ‘โรค X’ (Disease X) หนทางเดียวที่โลกจะรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้ คือ ‘การมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ’”
นอกจากนี้ ออง เย คุง ยังได้ยกตัวอย่างถึงความพยายามของ ‘Hilleman Laboratories’ องค์กรวิจัยและพัฒนาวัคซีนในสิงคโปร์ ที่กำลังเร่งผลิตวัคซีนต่อสู้กับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากและกำลังระบาดอย่างรวดเร็วในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
“ผมหวังว่าความร่วมมือกับ Hilleman ในครั้งนี้ จะช่วยให้เราเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดใหม่ ได้ถึง 60% ของเป้าหมาย และถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด mRNA ได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าเราจะขยับเข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก” ออง เย คุง กล่าวเสริม
โรงงานของ Hilleman ในสิงคโปร์จะทำหน้าที่ผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในการทดลองทางคลินิกระยะแรก ซึ่งหากประสบความสำเร็จ โรงงานแห่งนี้จะสามารถดันกำลังการผลิตภายในประเทศให้สูงถึง 12 ล้านโดสต่อปี และหากมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทางโรงงานก็พร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปยังผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่น ๆ ในภูมิภาค
“นี่คือภาพสะท้อนของการเตรียมความพร้อมที่ลงมือทำจริง เรามีทั้งองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีโรงงานที่พร้อมเดินเครื่องได้ทันที และมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในการขยายกำลังการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยร่นเวลาตั้งแต่เริ่มเจอภัยคุกคาม ไปจนถึงการรับมือได้อย่างเต็มรูปแบบ และนี่คือแนวทางที่สิงคโปร์จะใช้รับมือกับ ‘โรค X’ ในอนาคต”
— ออง เย คุง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความพร้อมแบบ 100%’ ออง เย คุง เตือนว่า “สิงคโปร์ไม่มีวันเตรียมตัวได้พร้อมแบบเต็มร้อยสำหรับ ‘โรค X’ ครั้งต่อไป เพราะมันจะมีสิ่งที่เราไม่รู้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง”
“สิงคโปร์กำลังตัดสินใจครั้งสำคัญบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และเราเชื่อว่า mRNA คือแพลตฟอร์มวัคซีนที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุดในการรับมือกับไวรัสชนิดใหม่แกะกล่องในอนาคต เพราะ mRNA เป็นแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งยังพัฒนา ผลิต และส่งออกสู่ตลาดได้รวดเร็วที่สุด ยิ่งเมื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริม ผมเชื่อว่าเราจะสามารถคิดค้นและปรับปรุงสูตรวัคซีนเพื่อรับมือได้เร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัว” ออง เย คุง กล่าว





