ตลอดประวัติศาสตร์ของสงครามและการตั้งฐานทัพที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด มักจะมีเรื่องการค้าประเวณีเป็นของคู่กัน อย่างกรณีของหญิงเกาหลีใต้หลายหมื่นคนที่ถูกบังคับให้ทำงานในซ่องที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล เพื่อให้บริการแก่ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในประเทศเพื่อปกป้องเกาหลีใต้จากเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950-1980 หรือสมัยสงครามเวียดนาม
แต่จริงๆ แล้วบุคลากรทางการทหารของกองทัพสหรัฐฯ ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้จ่ายเงินซื้อบริการทางเพศไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แม้แต่ในประเทศหรือภูมิภาคที่การค้าประเวณีถูกกฎหมายก็ตาม โดยข้อห้ามนี้มีผลบังคับใช้ในระหว่างการประจำการในต่างประเทศ การแวะท่าเรือ รวมถึงการขึ้นฝั่ง อย่างที่เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) กำลังจะแวะพักที่ท่าเรือแหลมฉบังและพัทยาในวันพุธ (2 ก.ย.) เพื่อให้เพื่อให้ทหารเรือและนาวิกโยธินเกือบ 5,000 นายได้พักผ่อนหลังจากอยู่กลางทะเลมานาน 280 วัน
ประเด็นเรื่องการค้าประเวณีถูกกล่าวถึงอย่างเฉพาะเจาะจงในกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อ 21 ปีก่อน
ก่อนหน้านี้ประมวลกฎหมายทหาร (UCMJ) ไม่ได้ห้ามการซื้อบริการทางเพศไว้อย่างชัดเจน จนกระทั่งปี 2005 รัฐบาลของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ออกคำสั่งบริหารให้ “การใช้บริการโสเภณี” เป็นความผิดภายใต้ประมวลกฎหมายทหาร โดยมีเป้าหมายเพื่อปราบปรามการใช้โสเภณีในการปฏิบัติการรักษาสันติภาพของกองทัพ
การใช้บริการโสเภณีตามมาตรา 134 ของประมวลกฎหมายทหาร ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
- ผู้ถูกกล่าวหามีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสของตัวเอง
- ผู้ถูกกล่าวหาบังคับ ชักจูง ล่อลวง หรือจัดหาบุคคลดังกล่าวให้มีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงินหรือค่าตอบแทนอื่นใด
- การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และ
- ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาเป็น (i) การทำลายความสงบเรียบร้อยและวินัยในกองทัพ (ii) มีลักษณะที่ทำให้กองทัพเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือ (iii) การทำลายความสงบเรียบร้อยและวินัยในกองทัพและมีลักษณะที่ทำให้กองทัพเสื่อมเสียชื่อเสียง
ทหารที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้บริการโสเภณีจะต้องรับโทษสูงสุดคือ ปลดประจำการอย่างไม่เป็นเกียรติ ริบเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงทั้งหมด และถูกจำคุกสูงสุดหนึ่งปี และหมดอนาคตทางการงานทันที
นอกจากนี้ ฐานทัพสหรัฐฯ ในบางประเทศยังบังคับใช้กฎเข้มงวดขึ้นอีก อาทิ ในเกาหลีใต้ นโยบายของกองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีระบุว่า “การค้าประเวณีและการค้ามนุษย์จะต้องไม่ได้รับการสนับสนุนในทุกกรณี” และยังระบุเพิ่มเติมว่า การซื้อบริการทางเพศ “ไม่สอดคล้องกับค่านิยมหลักทางทหารของเรา” โดยห้ามทหารจ่ายค่าเครื่องดื่มสำหรับผู้ติดตาม ค่าปรับในบาร์ หรือจ่ายค่าตอบแทนให้แก่สถานประกอบการสำหรับเวลาทำงานของพนักงาน

เคสฝ่าฝืนมาตรา 134 ที่อื้อฉาวคือ การซื้อบริการทางเพศของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ (Secret Service) และทหารสหรัฐฯ ที่ประเทศโคลอมเบียเมื่อปี 2012 หลังถูกส่งตัวไปเตรียมการล่วงหน้าสำหรับการเดินทางไปประชุมสุดยอดของประธานาธิบดี บารัก โอบามา
หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวในโคลอมเบีย นอกเหนือไปจากความผิดชัดเจนตามประมวลกฎหมายทหารมาตรา 134 แล้ว ความสนใจในเบื้องต้นมุ่งไปที่เจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับ ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือน จำนวน 12 คน เนื่องจากเกรงว่า ความปลอดภัยของประธานาธิบดีหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ อาจตกอยู่ในอันตราย
ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ 3 จาก 11 คนถูกให้ออกจากหน่วยงาน และส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลความลับของรัฐบาลหรือกองทัพ เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้ารายหนึ่งได้รับอนุญาตให้เกษียณ อีกรายหนึ่งถูกไล่ออกเนื่องจากฝ่าฝืนข้อห้าม เจ้าหน้าที่คนที่ 3 ซึ่งอายุยังน้อยลาออก
อย่างไรก็ดี ลอว์เรนซ์ คอร์บ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมพูดไว้เมื่อปี 2012 หลังคดีอื้อฉาวโคลอมเบียว่า ไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานทางทหารบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เข้มงวดสำหรับบุคลากรที่ใช้บริการโสเภณีบ่อยแค่ไหน
“ผมไม่เคยเห็นใครติดคุกเลย” คอร์บบอก
Photo by MARIO TAMA / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP





