สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง หลังกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านหนุนหลังในเยเมนส่งทั้งโดรนทั้งขีปนาวุธโจมตีกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย จนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนว่า “ความขัดแย้งทางทหารนี้มีศักยภาพที่จะบานปลายอย่างรวดเร็ว”
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศยุติการพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ที่แคมป์เดวิดก่อนกำหนด และเดินทางกลับทำเนียบขาวกะทันหันเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer ของกองทัพสหรัฐฯ บินขึ้นจากฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร ซึ่งต้องใช้เวลาราวบิน 6-8 ชั่วโมงหากมุ่งหน้าไปอิหร่าน
ภาพวิดีโอเผยให้เห็นเครื่องบิน B-1B Lancer ทะยานขึ้นโดยใช้ระบบสันดาปท้าย (afterburner คือ ระบบเผาไหม้เสริมในเครื่องยนต์เจ็ต ที่ช่วยเพิ่มความเร็วและแรงขับเคลื่อนอย่างฉับพลัน โดยการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเผาไหม้ซ้ำในท่อไอเสียด้านท้าย) ซึ่งโดยปกติแล้วมักบ่งชี้ว่า เครื่องบินกำลังบรรทุกน้ำหนักมาก หรืออาจรวมถึงการติดตั้งอาวุธเต็มอัตราศึก แม้ว่าการขึ้นบินด้วยวิธีนี้จะสามารถทำได้ในระหว่างการฝึกซ้อมเช่นกันก็ตาม
อย่างไรก็ดี ภารกิจของอากาศยานดังกล่าวยังคงไม่มีความชัดเจน เนื่องจากฐานทัพแห่งนี้รองรับการหมุนเวียนเข้ามาประจำการของเครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐฯ และภารกิจฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ การที่เครื่องบินออกเดินทางไปจึงยังไม่อาจยืนยันได้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดกับอิหร่านหรือไม่
ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดทำหน้าที่เป็นฐานหลักสำหรับการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการ Epic Fury มาตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยยังคงมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ประจำการอยู่ที่ฐานทัพในสหราชอาณาจักรแห่งนี้

ด้านสื่ออิหร่านรายงานว่า อิหร่านยกระดับการเตรียมพร้อมขึ้นสู่ระดับสูงสุด “รหัส 100” สำหรับกองกำลังติดอาวุธทั้งหมด ครอบคลุมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) กองทัพบก และกองกำลังรักษาความปลอดภัย
รหัส 100 นี้มีรายงานว่าใช้เพื่อยกระดับความพร้อมรบหรือเตรียมรับภัยคุกคามทางทหาร รวมถึงการกระจายกำลังและเพิ่มการเตรียมพร้อมของหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ เป็นคำสั่งให้กองกำลังเตรียมพร้อมในระดับสูงสุด เนื่องจากเชื่อว่ากำลังจะถูกโจมตีจากต่างชาติในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการอิหร่านเกี่ยวกับระดับการเตรียมพร้อมดังกล่าว
การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกคำเตือน ทรัมป์กลับทำเนียบขาวก่อนกำหนดช่วงวันหยุด และเครื่องบินทิ้งระเบิดเคลื่อนไหว อิหร่านยกระดับการเตรียมพร้อม ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ และสงครามกำลังจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งเรายังต้องจับตามองต่อไป
ยุโรปหวั่นรัสเซียเปิดวอร์
นอกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางแล้ว ฝั่งยุโรปก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน
รัฐบาลยุโรปกำลังเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านการทหารและพลเรือนเพื่อรับมือกับการยกระดับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากรัสเซีย เนื่องจากเจ้าหน้าที่เตือนว่า รัสเซียอาจเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีด้วยโดรน ขีปนาวุธ การก่อวินาศกรรม และปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อประเทศสมาชิกนาโตที่ให้การสนับสนุนยูเครนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการเตรียมการทั่วทั้งทวีป รัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำให้สะสมอาหารกระป๋องและสำรองน้ำดื่ม การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคม ไปจนถึงการวางแผนรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะสงคราม พร้อมเริ่มปัดฝุ่น “War Book” หรือแผนยุทธศาสตร์รับมือภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ที่ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมานานกว่า 20 ปี
รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังเร่งวางแผนการป้องกันประเทศ และประกาศการฝึกซ้อมป้องกันประเทศครั้งใหญ่สำหรับปี 2027 โดยเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การรณรงค์เตรียมความพร้อมนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้คำแนะนำด้านความเข้มแข็งในทางปฏิบัติ ไม่ใช่การเตือนว่าสงครามกำลังจะเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปเริม่วิตกกังวลว่า รัสเซียอาจใช้โดรนหรือขีปนาวุธโจมตีประเทศสมาชิกนาโต ขณะที่รัฐบาลรัสเซียเร่งดำเนินการปฏิบัติการแบบผสมผสาน หรือ Hybrid War ทั่วทวีป
- เยอรมนีกำลังทบทวนขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขทั้งภาคพลเรือนและภาคทหาร เพื่อรองรับสถานการณ์ความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนาโต
- ลิทัวเนียได้ปรับปรุงแผนการอพยพ
- โปแลนด์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับทั้งยูเครนและเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรของรัสเซียเริ่มป้องกันทางอากาศเข้มงวดขึ้น และสั่งเตรียมความพร้อมขั้นสูงสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินและระบบเรดาร์ตรวจการณ์
- กองกำลังนาโตกำลังฝึกซ้อมในภูมิภาคบอลติก
- กองกำลังเบลารุสจัดการซ้อมรบขนาดใหญ่ใกล้กับลิทัวเนีย
- ฟินแลนด์เพิ่งจัดการฝึกซ้อมป้องกันภัยพลเรือนครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
- ฝรั่งเศสเตรียมแผนการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในและโรงพยาบาล
- ผู้นำยุโรปยังคงหารือกันถึงการตอบสนองร่วมกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นใหม่
- สหภาพยุโรปยังสนับสนุนให้ประชาชนเตรียมพร้อมที่จะพึ่งพาตนเองได้เป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมงในระหว่างเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 ก.ย.) นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทัสก์ ของโปแลนด์เตือนว่า รัสเซียอาจส่งโดรนหรือขีปนาวุธเข้าไปในดินแดนของประเทศสมาชิกนาโตที่สนับสนุนยูเครนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ดี การยกระดับความพร้อมนี้ไม่ควรถูกตีความว่า เป็นการที่ “ยุโรปทั้งทวีปประกาศภาวะสงครามกับรัสเซีย” มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตและความเสี่ยงด้านความมั่นคงในวงกว้าง จึงไม่ใช่การประกาศว่ากำลังจะเกิดสงครามขึ้นทั่วทั้งทวีปแต่อย่างใด
ปูตินเผยผู้นำยุโรปเตรียมพร้อมทำสงครามกับรัสเซีย
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเผยว่า ผู้นำยุโรปบางส่วนกำลังประกาศเตรียมพร้อมทำสงครามกับรัสเซียอย่างเปิดเผย โดยใช้ความขัดแย้งในยูเครนและภัยคุกคามจากรัสเซียที่ถูกกล่าวอ้างมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินนโยบายของตัวเอง
Photo by SGT. JOSEPH HELMS / US MARINE CORPS / AFP






