ในขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยและบรรเทาภัยพิบัติยังคงดำเนินต่อไปในเนปาล หลังเกิดน้ำท่วมและโคลนถล่มครั้งใหญ่ตามแนวชายแดนทิเบต รัฐบาลเนปาลได้ปฏิเสธข้อเสนอจากหลายประเทศ อาทิ อินเดีย จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ที่จะส่งเฮลิคอปเตอร์และทีมงานไปช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าว โดยยืนยันว่า เนปาลยินดีรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในรูปแบบของสิ่งของบรรเทาทุกข์และเงินบริจาค รวมทั้ง “ความช่วยเหลือเฉพาะด้าน” อย่างเทคโนโลยีในการระบุตำแหน่งผู้คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ดีเอ็นเออย่างรวดเร็ว ตลอดจนห้องเก็บศพเพื่อรักษาสภาพศพแทน
รัฐบาลเนปาลให้เหตุผลที่ปฏิเสธว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของเนปาลเองมีความสามารถในการช่วยเหลือและกู้ภัยเหตุอุทกภัยครั้งนี้
ท่าทีของรัฐบาลก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงประกาศออกมาแบบนี้ทั้งที่มีหลายประเทศเสนอตัว และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 4,000 คน
เลี่ยงปัญหาการจัดการ
สาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้มาจากความวุ่นวายทางการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงในปี 2015 แม้ว่าครั้งนั้นจะมีความช่วยเหลือจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าไป แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการอย่างหนักจนเกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่สนามบิน ถนน และเครือข่ายการสื่อสารใช้งานไม่ได้
เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Rajesh Kc ที่อาศัยอยู่ในเมืองโภคาราบอกว่า เหตุผลหลักที่ไม่รับเครื่องบินกู้ภัยและเฮลิคอปเตอร์จากต่างประเทศคือ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม เนื่องจากเนปาลใช้เครื่องบินทั้งหมดที่มีอยู่ รวมถึงเครื่องบินของบริษัทเอกชน ไปจนเต็มกำลังแล้ว จึงไม่มีน่านฟ้าเพียงพอสำหรับเครื่องบินต่างชาติปฏิบัติการ นอกจากนี้ พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมมากที่สุดคือ หุบเขา ซึ่งเป็นพื้นที่แคบและเป็นภูเขาสูงมาก ดังนั้นนักบินต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศที่รุนแรงเช่นในเนปาลอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกได้
ความอ่อนไหวชายแดน
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดบางแห่งตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนเนปาล-จีน ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหว จึงไม่สามารถให้เครื่องบินทหารต่างประเทศเข้าถึงได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการจารกรรมและรวบรวมข้อมูลในพื้นที่อ่อนไหวตามแนวชายแดน
ดีเนช ภัตตาราย อดีตเอกอัครราชทูตเนปาลประจำสหประชาชาติในเจนีวากล่าวว่า ความลังเลของรัฐบาลเนปาลที่จะรับทีมค้นหาและกู้ภัยจากต่างประเทศ อาจเกี่ยวข้องกับที่ตั้งของเขตราสุวาที่ประสบอุทกภัย ซึ่งติดกับชายแดนทิเบตของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นดินแดนที่อ่อนไหวที่สุดของทางการจีน และเนปาลต้องรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน
แต่กระทรวงการต่างประเทศของเนปาลปฏิเสธการตีความดังกล่าว โดยระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหวของจีน แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินของกระทรวงที่ว่า ทีมกู้ภัยภายในประเทศสามารถจัดการกับปฏิบัติการได้

เหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์
จันทราเทพ บัตตา นักวิเคราะห์การเมืองบอกว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชาห์ดูเหมือนจะปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ และน่าจะได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ของเนปาลในช่วงแผ่นดินไหวปี 2015 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน
“ในช่วงการฟื้นฟู มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งจากสองประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างจีนและอินเดีย ทั้งจากมหาอำนาจตะวันตกที่ต้องการแสดงแสนยานุภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในกาฐมาณฑุด้วย” บัตตาซึ่งอาศัยอยู่ในกาฐมาณฑุเผย และว่า ในท้ายที่สุด “จีนสามารถสร้างฐานที่มั่นทางภูมิรัฐศาสตร์ในประเทศได้”
บัตตาเผยอีกว่าว่า การแทรกแซงจากต่างประเทศเป็นหัวข้อที่อ่อนไหวสำหรับรัฐบาลชาห์ ซึ่งขึ้นมามีอำนาจหลังการประท้วงครั้งใหญ่โดยนักศึกษาโค่นล้มผู้นำและพรรคการเมืองดั้งเดิมของประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเข้าข้างอินเดีย จีน หรือตะวันตก
เมื่อได้รับบทเรียนจากอดีต ครั้งนี้รัฐบาลเนปาลจึงยึดหลักการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แทนที่จะขอความช่วยเหลือจากหลายช่องทางพร้อมกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งทีมรับมือเหตุฉุกเฉิน (ERT) เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และเปิดรับการสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนบรรเทาทุกข์ของนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Relief Fund) ช่องทางเดียวเท่านั้น
การปฏิเสธทีมกู้ภัยนานาชาติก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน อาทิ ผู้ใช้อินสตาแกรม gen.znepal ซึ่งเป็นหนึ่งในบัญชีจำนวนมากที่สร้างขึ้นเพื่อระดมพลในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วเขียนว่า “โปรดละทิ้งความชาตินิยมสุดโต่งของคุณไป และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับการสนับสนุนใดๆ ก็ตามที่เราได้รับจากประเทศใดก็ตามในตอนนี้”
ภิม เกาตัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระแห่งเนปาลเผยกับสำนักข่าว NPR ของสหรัฐฯ ว่า เนปาลไม่มี “เทคโนโลยี อุปกรณ์ และความเชี่ยวชาญเพียงพอ” ในการดำเนินการกู้ภัยให้ประสบความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ความเชี่ยวชาญของเรามีเพียงการรับมือกับน้ำท่วมเล็กๆ เท่านั้น เราไม่เคยเผชิญสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน”
เกาตัมเล่าว่า น้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่เพียงแต่ปิดกั้นทางเข้าอุโมงค์เท่านั้น แต่ยังทำให้ยากต่อการค้นหาอีกด้วย “ในบางกรณีเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลาถึง 3 วันในการค้นหาอุโมงค์เหล่านี้”
Photo by - / CNS / AFP





